ความบังเอิญ หรือ Law of attraction ทำงานจริงๆ?

It is wise to direct your

anger towards problems – not people, to focus your energies on answers – not excuses.

~William Arthur Ward

สัปดาห์ก่อน ฝนได้อ่านหนังสือ “มองลึก นึกไกล ใจกว้าง”

เขียนโดย ท่านว.วชิรเมธี

และได้อ่านในหัวข้อ “นึกไกล” ที่ท่านเขียนเกี่ยวกับ

เจ็ต ลี และ The One foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นมา

เพื่อช่วยประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากทั่วโลก

(เอาไว้ฝนจะมาเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังวันหลังนะคะ)

และเมื่อวานฝนไปเดินหาซื้อหนังสือที่จตุจักร บังเอิญเหลือบไปเห็น

รูปของ เจ็ต ลี บนปก Reader’s Digest ของปี 2009

ซึ่งเขาได้รับยกย่องให้เป็น บุคคลแห่งเอเชีย ปี 2009

ฝนเลยตัดสินใจซื้อนิตยสารเล่มนั้นมา เพื่ออ่านเรื่องของเขาเพิ่มเติม

และเช้านี้ฝนตื่นขึ้นมา (05.00 am) อาบน้ำ นั่งสมาธิ ฟัง engpod lessons

ควบคู่ไปกับจิบกาแฟ(บางวันก็เป็น โกโก้, ช็อค หรือ เนสวีต้าค่ะ)

และกินขนมปังเสริมวิตามิน (ช่วงนี้ฝนเป็นมังสวิรัติ

ต้องดูแลตัวเองเรื่องสารอาหารนิดนึงค่ะ) หลังจากฟัง engpod เสร็จ

ฝนก็หยิบ Reader’s Digest เล่มที่กล่าวถึงมาอ่าน และก็บังเอิญอีกครั้ง

มี column นึงเขียนเกี่ยวกับ “ไม่มีข้ออ้าง” ซึ่งถ้าคุณได้อ่านบทความก่อนๆของฝน

ก็คงจะพอจำได้ว่า ฝนก็บังเอิญเขียนเกี่ยวกับเรื่อง

“ข้ออ้างของคุณหน่ะ กำจัดมันซะ”ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ดังนี้วันนี้ฝนก็เลยจะนำบทความ “ไม่มีข้ออ้าง” ที่เขียนอยู่ใน Reader’s Digest

มาให้คุณลองอ่านดูนะคะ เป็นบทความที่น่าสนใจเลยทีเดียว

อาจจะช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้คุณเลิกนิสัยชอบมีข้ออ้างได้ค่ะ

“ไม่มีข้ออ้าง” เขียนโดย โจเซฟิน โบรอาร์ด publishing by Reader’s Digest

” เคยถามตัวเองไหมว่า คุณเป็นนักบ่นหรือนักสู้ คุณบ่นหรือไม่ว่าตัวเองอ้วน

เงินไม่พอใช้ แฟนไม่รัก หรือทุกอย่างไร้ความหมายไปหมด

อาการบ่นกลายเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัวหรือไม่

เมื่อเร็วๆนี้ ฉันอ้างเหตุผลร้อยแปดที่ตัวเองน้ำหนักขึ้น วลีซ้ำซากหลุดจากปาก

เช่น “เป็นกรรมพันธุ์” “ฉันแก่ตัวลงทุกวัน” และแม้แต่วลีที่ฉันเองยังละอาย

ที่จะเอ่ยออกมาว่า “ฉันชอบกินจุ แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้”

สายตาของเพื่อนๆและครอบครัวเริ่มเมิน ฉันเพิ่งตระหนักว่าเสียงบ่นซ้ำซากวนเวียนไป

มาเรื่องเดิมๆ ฉันไม่ชอบความรู้สึกที่เสื้อผ้าเริ่มคับ แต่ใช้เวลาซักพักกว่าฉันจะหยุดบ่น

“ดูสิ ฉันเริ่มทำตามที่สามีแนะให้งดของหวาน ฉันออกกำลังและได้ผลดี

แน่นอน ฉันตั้งใจให้น้ำหนักหยุดอยู่แค่นี้”

เอาเถอะตามใจ อย่างไรก็ได้ เมื่อการบ่นกลายเป็นนิสัยของคุณ ในไม่ช้า

คนจะเริ่มสังเกตเห็นอาการช่างติของคุณและไม่อยากยุ่งด้วย น่าเสียดายจริงๆ

เพราะพวกเราหลายคนน่าจะได้ประโยชน์จากการเผชิญหน้าโดยตรงกับปัญหา

บางอย่างในชีวิต แทนที่จะมัวนึกคิดให้ใครซักคนมาช่วยขจัดปัญหาหรือแก้ไขให้ดีขึ้น

ฉันไม่เชื่อว่าชีวิตควรดำเนินไปเช่นนั้น เวลาที่คุณประสบปัญหา

การได้รับกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนๆเป็นเรื่องดี แต่โดยปกติ

ฉันพบว่าขึ้นอยู่กับตัวเองที่จะลุกขึ้นมาแก้ไข ดังนั้น ก่อนอื่น

จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเรียนรู้ใรสิ่งซึ่งสตีเฟน อาร์. โควีย์ แจกแจงไว้ว่าเป็น

“เจ็ดอุปนิสัยของผู้มีประสิทธิภาพ” หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ

“จงรับผิดชอบ” ชีวิตของคุณเอง

หลายปีที่ฝึกเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ ฉันเห็นผลตอบแทนที่ได้รับจากการปฏิบัติ

การเชิงรุกดังกล่าว ยิ่งทำตัวเชิงรุกมากเท่าไหร่ คุณยิ่งอิ่มเอมกับความภูมิใจในตัวเอง

มากขึ้นเท่านั้น ลอเรนซ์ จี. โบลด์ เขียนไว้ในหนังสือ Zen and the Art of Making

a Living และเห็นด้วยเมื่อพูดถึง “นักสู้” ที่เข้าควบคุมสถานการณ์และเป็นสุขกับ

ความรู้สึกในการเป็น “ผู้ชนะ”  ในชีวิตซึ่งเป็นผลลัพธ์ตามมา

โควีย์กล่าวว่า คนที่รอรับสถานการณ์เป็นด้านตรงข้ามของนักสู้

คนพวกนี้ช่างบ่นหรือคิดว่าเป็นเคราะห์กรรม คนช่างบ่นจะโทษปัจจัยภายนอก

สำหรับพฤติกรรมของตัวเอง พวกนี้จะพูดในทำนองว่า “ช่วยไม่ได้”

“ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ” “ฉันทำไม่ได้” และ “รู้อย่างนี้…….”  เขากล่าว

ในการต่อสู้กับความคิดที่ว่าเป็นเคราะห์กรรม โบลด์แนะให้ใส่เสื้อเกราะนักรบ

หมายความว่าต้องทำใจกล้า คุณจะต้องมีหัวใจที่แกร่งกล้าและมีจิตใจที่กล้าแกร่งด้วย

ความแข็งแกร่งทางจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของคุณ

“คุณไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น แต่เป็นในสิ่งที่ตัวเองคิด”

นอร์แมน วินเซนต์ พีล นักสร้างกำลังใจอักรายกล่าว

แม้คนที่มีพฤติกรรมเชิงรุกยังมีความคิดด้านลบผุดขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว

คุณไม่สังเกตหรือว่าบางทีเราไม่อยากหาเหตุผลไปในทุกเรื่อง

อย่างนิสัยเสียที่คลืบคลานเข้ามาในชีวิต กว่าจะรู้ตัว คุณก็เขมือบขนมหวานหมดจาน

และหลอกตัวเองว่ากินอีกจานคงไม่ทำให้รอบเอวเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่

หลังพยายามอยู่เกือบปีครึ่งที่จะควบคุมน้ำหนักให้คงที่

ฉันต้ดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเอาชนะตัวเองให้ได้ ฉันจะควบคุมตัวเองและเสียงแข็งบอก

ตัวเองว่า “ไม่มีข้ออ้าง” จากจุดเริ่มต้นตรงนี้ ฉันพบว่า

คราวนี้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเมื่อจะกลับไปควบคุมการกินใหม่อีกทีทุกครั้งที่ล้มเหลว

ฉันยังพบว่าการคิดในเชิงบวกนั้นตรงไปตรงมาและไม่ยากเย็น

เพียงเตือนให้ตัวเองนึกถึงเป้าหมายปลายทาง

ผลคือความรู้สึกปีติเหลือล้นที่สามารถกลับมาควบคุมชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง

แต่น่าเศร้าที่คนจำนวนมากยอมแพ้ต่อการควบคุมชีวิตตัวเองเพราะไม่อยาก

เหนื่อยยากลำบาก ขอให้คนคนนั้นไม่ใช่คุณ “

Maybe you don’t like your job, maybe you didn’t get enough sleep, well nobody likes their job, nobody got enough sleep.  Maybe you just had the worst day of your life, but you know, there’s no escape, there’s no excuse, so just suck up and be nice.  ~Ani Difranco

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s