“บ้านนอก” และ “นอกบ้าน”

“นี่เป็นรูปที่ถ่ายบนถนนในหมู่บ้านฝนนะคะ

ด้านหลังเป็นภูเขาใหญ่ แต่หมอกหนามากจึงมองไม่เห็นค่ะ”

“I had rather be on my farm than be emperor of the world.”

~George Washington

“Home is a place you grow up wanting to leave, and grow old wanting to get back to. “

~John Ed Pearce

8/2 ม.2 ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา 82170

นั่นเป็นที่อยู่โดยกำเนิดของฝน และฝนก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาตลอด

ยกเว้นช่วงสี่ปีหลังนี้ที่ต้องจากมาเรียนในกรุงเทพฯ

ค่ะ ฝนนี่แหละค่ะเป็นเด็กบ้านนอกของแท้ ขนานแท้เลยจริงๆ

แต่ฝนไม่ใช่เด็กหลังเขานะคะ

เพราะว่า บ้านของฝนมีภูเขาห้อมล้อมทั้งด้านหน้าบ้าน และหลังบ้านค่ะ ^^!

(จึงเรียกว่าเด็กหลังเขาไม่ได้ ต้องเรียกว่าเด็กกลางเขา 555)

ที่ฝนเลือกเขียนเกี่ยวกับความบ้านนอกของตัวเองก็เพราะว่า

ในสี่ปีที่ฝนมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง

ฝนก็มีโอกาสได้พบเจอกับผู้คนจากหลากหลายสถานที่

และนั่นก็เป็นสิ่งที่ฝนชอบมากเลยค่ะ เพราะว่าฝนชอบฟังเรื่องราว

และประสบการณ์จากผู้คนที่ฝนได้พบเจอ

ที่ฝนต้องการจะบอกคือ……

ฝน เป็นเด็กบ้านนอกค่ะ และฝนก็ค่อนข้างจะภาคภูมิใจกับความบ้านนอกของตัวเอง (เป็นอย่างมาก!)

แต่เมื่อฝนได้เจอคนที่เขามาจากต่างจังหวัด (บ้านนอก)เหมือนกัน

และพบว่าพวกเขาบางคนค่อนข้างอับอายกับรากเง้าของตัวเอง

มันจะทำให้ฝนอดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำไมล่ะ”

“ทำไมต้องอับอายกับรากเง้าของตัวเอง”

ถ้าคุณเป็นเด็กบ้านนอกเหมือนกัน ลองถามตัวคุณเองว่า

“ฉันเคยอับอาย และแทบไม่อยากจะบอกใครว่าฉันมาจากต่างจังหวัดหรือเปล่า”

คำตอบของฝนสำหรับคำถามด้านบน คือ “ไม่เคยค่ะ”

ไม่เคยแม้แต่ซักครั้งเดียวที่ฝนจะลังเล ที่จะตอบว่า “บ้านฝนอยู่พังงาค่ะ”

และฝนก็จะแอบพ่วงตามท้ายไปด้วยประโยคที่ว่า

“เคยไปเที่ยวพังงารึป่าวคะ ทะเลที่นั่นสวยนะคะ^^”

ดังนั้นเมื่อฝน เจอคนที่มาจากต่างจังหวัดเหมือนกัน

ฝนก็เลยคิดโดยไม่ได้ไตร่ตรองว่า เขาคงจะภาคภูมิใจในบ้านเกิดตัวเองเหมือนกัน

เมื่อมันไม่เป็นไปอย่างที่ตัวเองคิด คำว่า “ทำไม” “ทำไม” จึงวนไปวนมาในหัวฝนตลอด

ฝนเชื่อว่าทุกๆสถานที่บนโลกใบนี้จะมีเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง

ที่หาที่อื่นเหมือนไม่ได้ มันอยู่ที่ว่าคุณจะมองเห็นมันรึเปล่า

มองเห็นแล้วคุณจะรู้สึกยินดีกับตัวเองรึเปล่า

ที่ตัวเองได้มีโอกาสยืนอยู่ในจุดนั้นๆ ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่นั้นๆ

สองสามเดือนก่อนฝนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ

What should I do with my life? เขียนโดย Po Bronson

เป็นหนังสือที่นำประสบการณ์ชีวิตของคนจากหลากหลายสาขางาน สาขาอาชีพมาเล่าให้ฟัง

และหนึ่งบุคคลเหล่านั้น ก็มีประสบการณ์ชีวิตของคนคนนึงที่เขากล่าวถึงเกี่ยวกับ

ความสำคัญของการรู้จักกับ “บ้าน”ของตัวเอง

เขาเป็นทูตของอังกฤษ และเคยมาประจำอยู่ที่ประเทศไทยด้วย

เขาเล่าให้ฟังว่า ครั้งนึงเขามีโอกาสได้พบกับทูตประเทศอื่นๆ และพบว่า ทูตของบางประเทศนั้น

ก่อนที่จะถูกส่งตัวให้ไปประจำในประเทศอื่นๆ

เขาจะต้องผ่านการทำความรู้จักกับประเทศของตัวเองให้ดีก่อน

โดยการเดินทางรอบประเทศเพื่อไปเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศของตัวเอง ประมาณ 1 ปี

เพราะเขาถือว่าถ้าคุณไม่รู้จักประเทศของคุณดีพอ

แล้วคุณจะมีคุณสมบัติไปเป็นตัวแทนของประเทศของตัวเองได้ยังไง

ฝนไม่รู้นะคะว่า ทูตของไทยก่อนจะถูกส่งไปประจำในต่างประเทศ จะต้องทัวร์ทั่วไทยก่อนรึเปล่า

แต่ทูตของอังกฤษคนนี้ เขาไม่เคยค่ะ เขาบอกว่า เขายังรู้จักประเทศของตัวเองไม่ดีพอเลย

เขาบอกว่า การที่เขามีโอกาสไปเป็นทูตมาหลายประเทศนั้น

มันทำให้เขาเห็นว่า มันมีปัญหามากมายที่สมควรจะได้รับการแก้ไขอยู่ทั่วทุกมุมโลก

รวมทั้งประเทศของเขาเอง อังกฤษ

ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจกลับไปอังกฤษ เพื่อได้มีโอกาสทำความรู้จักประเทศของตัวเองให้มากขึ้น

คุณอาจจะคิดว่า แล้วนี่มันเกี่ยวกับเรื่อง “เด็กบ้านนอก” ของฝนตรงไหน

จริงๆแล้วจุดที่ฝนต้องการจะนำเสนอก็คือ

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้เกี่ยวกับสถาน ”ที่อื่นๆ” เรารู้จัก “บ้าน” ของตัวเองแล้วหรือยัง?

ก่อนที่เราจะไปรัก “ที่อื่นๆ” เรารัก “บ้าน” ของตัวเองแล้วหรือยัง?

ก่อนที่เราจะไปภูมิใจใน ”ที่อื่นๆ” เราภูมิใจใน “บ้าน” ของตัวเองแล้วหรือยัง?

ฝนว่าจุดนี้มันค่อนข้างจะสำคัญมากเลยทีเดียวนะคะ

ยิ่งในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีทันสมัย คุณจะเรียนรู้เกี่ยววัฒนธรรมใดๆก็ได้บนโลกใบนี้

เด็กไทยเราบางคนรู้กับเกี่ยวกับ วัฒนธรรมของเกาหลี มากกว่าวัฒนธรรมไทยด้วยซ้ำ

ฝนไม่ได้เป็นพวกแอนตี้เกาหลีนะคะ เขาก็มีวัฒนธรรมที่งดงามของเขา

แต่ลองย้อนถามกลับกับตัวเองดูว่า

“แล้ววัฒนธรรมไทยเราไม่สวยงามเหรอ?”

“เรารู้จักวัฒนธรรมของเราดีพอแล้วหรือยัง?”

ไทย ซึ่งก็อาจจะโดนมองว่า “บ้านนอก” จากประเทศที่พัฒนากว่า

เราจะอายจนไม่กล้าตอบรึเปล่าว่า เราเป็น “คนไทย” เป็นคน “บ้านนอก”

เหมือนที่มีเพื่อนที่ฝนรู้จักบางคน ไม่อยากจะให้ใครได้รู้ว่าตัวเองมาจาก “บ้านนอก”

จึงจะพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับความเป็นคนเมือง

ไม่กิน หรือ ใช้อะไร ที่มันดูเป็น “บ้านนอก”

ฝนว่า คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะน่าสงสารนะคะ

เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน แต่ยังไงรากเง้า ก็คือ รากเง้าค่ะ

คุณไม่สามารถสามารถจะเปลี่ยนมันได้

เหมือนที่คุณสามารถจะเปลี่ยนมือถือใหม่ เปลี่ยนรถใหม่ ไม่มีทางค่ะ

ดังนั้นฝนว่า ทางที่ดีและที่ควรจะทำที่สุดคือ การทำความรู้จักกับ “บ้าน “ของตัวเอง

ภาคภูมิใจใน “บ้าน” ของตัวเอง

เมื่อคุณรักในความ “บ้านนอก” ของตัวเองได้แล้ว

คุณจะมีความสุขได้มากขึ้นเมื่อคุณต้องไปอยู่ “นอกบ้าน” ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆก็ตามค่ะ

“Home is the one place in all this world where hearts are sure of each other.

It is the place of confidence.  It is the place where we tear off that mask of guarded

and suspicious coldness which the world forces us to wear in self-defense,

and where we pour out the unreserved communications of full and confiding hearts.

It is the spot where expressions of tenderness gush out without any sensation

of awkwardness and without any dread of ridicule.”

~Frederick W. Robertson

2 thoughts on ““บ้านนอก” และ “นอกบ้าน”

  1. เราก็เป็นคนหนึ่งที่ภูมิใจในบ้านเกิดของตัวเองค่ะ
    ถึงแม้ว่าจะ”บ้านนอก”ก็ตาม ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s