คิดถูก โปร่งใส ใจสูง

ฝนซื้อหนังสือ “คิดถูก โปร่งใส ใจสูง” ที่เขียนโดย ท่าน ว.วชิรเมธี หลังจากฝนเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

ได้ซักพักนึง (พักนึงในที่นี้คือ 1 สัปดาห์) และค้นพบว่า หัวหน้างานของฝนเป็นคนค่อนข้างอารมณ์ร้าย

เพื่อนร่วมงานก็อารมณ์ขึ้นๆลงๆ และฝนก็สังเกตุได้ว่า จิตใจก็ตัวเองก็แกว่งไปกับอารมณ์อันแปรปรวณ

ของพวกเขาด้วย ฝนจึงรู้ว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ฝนต้องกลับมาหาธรรมะอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่ฝนต้องกลับ

มาเริ่มปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปเกือบครึ่งปี นับตั้งแต่จบการศึกษา

พบมาเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ ฝนก็บอกกับตัวเองว่า

“ถ้าฝนทิพย์ ไม่ทำจิตใจตัวเองให้เข้มแข็ง ปล่อยให้จิตใจตัวเองแกว่งไปตามสิ่งแวดล้อมถายนอก

ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ฝนทิพย์ก็จะต้องเป็นทุกข์นะ ถึงเวลาแล้วนะที่ฝนทิพย์ต้องรู้จักจับความรู้สึก

จับความคิด และตามทันใจของตัวเอง อยู่ทุกขณะ ไม่งั้นฝนก็จะใช้ชีวิตทำงานอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่ๆ

หรือที่ไหนๆก็ตาม เพราะทุกๆที่ต่างก็มีปัญหาของมันเอง”

ต้องยอมรับเลยว่า หลังจากทำงานได้ 2 สัปดาห์ฝนก็คิดว่าคงจะลาออกแล้วหล่ะ อยู่ไม่ได้แน่

“ให้ตายเถอะ คนบ้าอะไรวะ แม่ง อารมณ์ขึ้นๆลงๆ เหตุผลก็ไม่มี” นั่นคือลักษณะของหัวหน้าฝนหล่ะค่ะ

บางครั้งก็ต้องเจอกะสถานการณ์ที่แบบว่า “What the f-ck!!!” คือ หาได้ยากจริงๆคนแบบนี้

ฝนเลยโทรหาแม่เลยค่ะ เล่าให้ท่านฟัง ท่านก็บอกว่า

“ถ้าไม่ไหว ก็ลาออกเถอะลูก เราไม่ได้ไปขอเขากินนะ งานที่อื่นก็มีอีกเยอะแยะ ทนไม่ได้ก็ไม่ต้องทน”

โทรหาพ่อ ถามว่า “จะเอาดีคะ”

“ก็แล้วแต่ลูก ลูกเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่อะไรที่พอทนได้ก็ทนไป

อะไรที่ทำไม่ได้ ก็หัดทำให้ได้” สมกับเป็นพ่อฝนทิพย์จริงๆ ป๊ะ “แล้วแต่” ตลอด

แต่ในที่สุดฝนทิพย์ก็ทนได้จนครบเดือน และเริ่มคิดว่า “อยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน

ทำงานกับคนที่ทำงานด้วยยากอย่างนี้ ก็จะได้เป็นการฝึกความเข้มแข็ง

และความอดทนให้แก่ตัวเองด้วย เมื่อใดที่เขาร้ายมา ก็ให้คิดว่า

“เขาน่าสงสารออก จริงๆแล้วเขาก็คงอยากจะทำดีต่อคนอื่นเหมือนกัน

แต่คงจะไม่รู้ว่า ควรจะทำอย่างไร”

เป็นอันว่าฝนเลยตัดสินใจว่า คงจะทำงานที่นี่ไปซักพักนึงหล่ะค่ะ อย่างน้อยก็ซัก 6 เดือน เพื่อฝึกใจของตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น

ขณะเดียวกัน ฝนก็เริ่มละการอ่านหนังสือ self-help ของตะวันตก ให้น้อยลง แล้วเพิ่มปริมาณการ

ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น เพื่อเอาไว้ต่อกรกับคนที่มาร้ายใส่

เมื่อฝนไม่สามารถเปลี่ยนพวกเขาได้ ฝนก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวเองค่ะ เพิ่มประสิทธิให้จิตใจของตัวเอง

เพื่อที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเข้ามา ใจฝนจะได้ไม่กระเพื่อมมากนัก

และหนังสือเล่มนี้ “คิดถูก โปร่งใส ใจสูง” ก็เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง อ่านแล้ว ศึกษาแล้ว

ก็ทำให้ยิ้มได้ ใจสงบขึ้น มีคำสอนดีๆเยอะ ดูจากงานเขียนของท่าน ก็พอทำให้ทราบได้ว่า

ท่าน ว.ท่านน่าจะเป็นนักอ่านตัวยงอีกท่านนึงเช่นกัน สามารถนำเอาเรื่องจากจุดโน้น จุดนี้

จากหลากหลายแง่หลายด้าน มาถ่ายทอดให้เราฟังได้อย่างน่าสนใจ และประทับใจ

อ่านแล้วฝนก็อยากจะแชร์แง่คิดและหลักธรรมดีๆที่ฝนได้อ่านมาจากอ่านเขียนของท่านให้เพื่อนๆได้

อ่านด้วย ในกรณีที่เพื่อนๆไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ หรือถ้าใครอ่านบางประโยคที่ฝนคัดลอกมาจาก

หนังสือ แล้วคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจดี ฝนก็ขอแนะนำให้ลองหาซื้อมาอ่านดูนะคะ

อ่านแบบอ่านทั้งเล่มก็ดีค่ะ แนะนำๆ

[“ตัวตนของเรามันไม่เคยมี เวลาใครด่าเรา ถ้าเราไม่แอ่นอกรับคำด่า คำด่านั้นก็จะหายไปเป็นสุญญากาศ” เหมือนในสมัยพุทธกาล

มีพราหมณ์คนหนึ่งไม่ชอบพระพุทธเจ้า ไปชี้หน้าด่าพระพุทธเจ้า

เรื่องมีอยู่ว่าพราหมณ์อยู่กับภรรยามาเป็นสิบปี ภรรยาไม่เคยตื่นเช้าเข้าครัวทำอาหารให้ทาน

พอพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาโปรด ภรรยาตื่นตั้งแต่ตีสาม เขาโกรธมาก หาว่าภรรยาเอาใจออกห่าง

ต้นเหตุอยู่ตรงไหน คือพระพุทธเจ้า เขาไปที่วัด ไปชี้หน้าด่าพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตีหน้าถึงเจ็ดโมงเช้า

ด่าเสร็จพระพุทธเจ้าถามว่า “จบหรือยัง” เขาก็บอกว่า “ยังไม่จบ” แต่มันหมดแรงซะก่อน พระพุทธองค์

ถามว่า “เวลาไปเที่ยวบ้านเพื่อน ถ้าเพื่อนจัดสำรับกับข้าวมาเลี้ยงต้อนรับ แต่พราหมณ์ในฐานะแขกไม่

กิน สำรับข้าวนั้นจะตกเป็นของใคร” พราหมณ์ก็บอกว่า “ต้องเป็นของเจ้าของบ้านเหมือนเดิมสิ”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เช่นเดียวกัน คำด่าที่พราหมณ์ด่ามาตั้งแต่เช้า ฉันไม่รับหรอก”]

ป๊าดดดดดดดด!!!!!!! พระพุทธเจ้าของเรานี่ เยี่ยมจริงๆค่ะ พราหมณ์คงจะอึ้ง ไปไม่ใช่เล่น

[นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งบอกอาตมาว่า “ท่านอาจารย์ครับ ถ้าเป็นผม มีใครมายืนตะโกนด่า

ผมไม่โกรธหรอก ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผมจะคิดว่ามันไม่มีคำด่าอยู่ในโลก

มีแต่คลื่นเสียงกำลังเดินทางแหวกอากาศมา” ]

[เมื่อเราเข้าใจตัวเอง เราก็เข้าใจคนอื่น เมื่อเราเข้าใจคนอื่น ก็เข้าใจคนทั้งโลก เหมือนเราไปตักน้ำเค็ม

จากทะเลมาดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง น้ำทะเลที่พัทยาเค็ม จากนั้นไปดื่มทะเลทั่วโลก ไม่สงสัยเลย รู้จักน้ำ

ทะเลหยดเดียว เข้าใจน้ำทะเลทั่วโลก เห็นธรรมภายในใจตัวเองแล้ว ก็เข้าใจมนุษย์ทุกรูปนาม

ความทุกข์เป็นสิ่งสากล ความสุขเป็นสิ่งสากล ธรรมะเป็นสิ่งสากล เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

“เข้าใจใบไม้กำมือเดียว ก็เข้าใจใบไม้หมดทั้งป่า”

[สรุปแนวคิดแบบอริยสัจสี่     -ทุกปัญหาย่อมมีคำเฉลย

-ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้แบก

-ทุกข์สำหรับเห็น สุขสำหรับเป็น ]

[เวลาที่เราป่วยไข้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมร้องโอดโอย แต่คือเวลาที่เราต้องรีบภาวนา ยิ่งเห็นเวลาในชีวิต

เหลือน้อยเท่าไหร่ ความตายกวดไล่หลังเข้ามาใกล้มากเพียงไร ยิ่งต้องรีบภาวนาให้มาก]

[ในตัวเรามีพระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ภายใน เราต้องขยันเคาะประตูให้พระองค์ตื่น อย่าปล่อยให้พระ

พุทธเจ้าภายในหลับตลอดชีวิต ทุกครั้งที่เรากำหนดลมหายใจ นั่นคือการเคาะประตูให้ตัวสติมันตื่น

ตัวสติคือตัวพุทธะนั่นเอง]

[ถ้าคุณไม่สังเกตุและไม่สังกา เวลามีปัญหาแทนที่คุณจะคิดเชิงวิเคราะห์ คุณจะหันไปสะเดาะเคราะห์แทน]

[ถ้าเราไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอถืพระองค์เป็นที่พึ่ง”

พระพุทธองค์จะต้องตอบกลับมาว่า “ขอให้เธอถือตัวเธอเป็นที่พึ่ง”]

ฝนอ่านแล้วก็ชอบ เลยแอบให้แหม่มยืมไปอ่านต่อแล้ว (การให้ธรรมะ คือการให้ที่ประเสริฐค่ะ) (^_____^)

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s