เช้าวันนี้………..แก้วกาแฟแตก !…… เพราเหตุใดกัน?

“Anger and intolerance are the enemies of correct understanding. ”
-Mohandas Gandhi

“Anger is a killing thing: it kills the man who angers, for each rage leaves him less than he had been before – it takes something from him. ”
-Louis L’Amour

วันนี้วันที่ 9/11/11 ฝนทิพย์ก็ตื่น 6 โมงเช้าตามปกติ อาบน้ำ แต่งตัว เปิดคลินิกเวลา 7 โมง

ดูเหมือนทุกอย่างเป็นปกติ เช่นทุกๆวัน ช่วงนี้คนไข้ ไม่ค่อยจะเยอะ ก็จะมีเวลาหายใจหายคอกันบ้าง

หน้าที่ของฝนในตอนเช้าคือ เปิดคลินิก เสียบปลั๊กโทรศัพท์ เปิดคอม เอาน้ำยาใส่เครื่อง Automate ทำ QC

ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนวันทำงานทั่วๆไป

และเนื่องจากคนไข้ยังไม่มี ฝนทิพย์จึงเดินไปซื้อ ซาลาเปา ร้านใกล้ๆ มา 2 ลูก ชงกาแฟ เอ้อ…..ได้กลิ่นกาแฟ

หอมชื่นใจดีแท้ ระหว่างที่ฝนทิพย์กำลังเพลิดเพลินกับกลิ่นกาแฟของตัวเองอยู่นั้น

(ยังไม่ได้จิบเลยนะคะ นั่งเสพกลิ่นกาแฟเฉยๆอยู่ 555)

ฝนก็เริ่มได้ยินเสียงเอะอะ มาจากห้องแล็บ จากนั้นประตูที่เชื่อมห้องแล็บและห้องครัวก็เปิดออก

“ผมถามว่า แล้วทำไมคุณไม่ถามผม!” พี่โอ(เทคนิคการแพทย์)ตะโกนใส่หน้าพี่กุ๊ก(ผู้ช่วยแล็บ)

“ก็นี่บอกแล้วไง ว่าถามไอ้ฝนมันแล้ว” พี่กุ๊กตอบ

“แล้วถ้างานมันเสียหายขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ คุณไม่ได้รับผิดชอบด้วยนะ”

“ก็มันจบไปแล้วไง ปัญหาก็แก้ไขไปแล้ว คุณจะอะไร” พี่กุ๊ก พูดพลางมือก็ถูพื้น

“แล้วทำไมคุณต้องเดินหนีผม” พี่โอยังคงหาเรื่องทะเลาะ

“นี่ไม่ได้หนี แต่ถูพื้นอยู่ คุณไม่เห็นรึไง”

“ทีพูดกับผมคุณไม่มีเวลา ทีพูดโทรศัพท์กับคนอื่น เห็นคุณคุยได้ทั้งวัน”

“คุยแล้วงานนี่มันเสียรึเปล่า คุณอย่ามาหาเรื่องเลย”

“พี่โอ กะพี่กุ๊ก อะไรกันคะ ทำไมไม่คุยกันดีๆ” ฝนแอบเข้าไปมีส่วนร่วม

“พี่ดีไม่ไหวแล้วฝน พอแล้ว” พี่โอตอบ

“ถ้าคุณจะหาเรื่อง ก็อย่าพูดกันดีกว่า นี่ไม่อยากจะเถียงกับคุณ” พี่กุ๊กพูดพลางเดินหนี

แต่พี่โอก็ยังคงไม่ยอมค่ะ

ชีเดินเอาหน้าอกชนหน้าอกพี่กุ๊กมา ทำให้พี่กุ๊กต้องเดินถอยหลังมาเรื่อยๆ จนมาชนฝนทิพย์ซึ่งความสงบสุขกับถ้วยกาแฟของตัวเองหายไปในพริบตา โต๊ะอาหารโดนชนล้ม แก้วกาแฟตกแตก ฝนทิพย์ก็ตกใจ โชคดีที่ด้านหลังฝนเป็นผนัง ฝนจึงไม่ตกเก้าอี้ แต่ก็โดนพี่กุ๊กทับตัวอยู่ ณ จุดนี้พี่โอใช้มือ กระชากคอเสื้อพี่กุ๊กแล้วค๊า

ฝนก็อยากจะเขียนบทสนทนาของพี่เขาให้ฟัง แต่มันเป็นคำพูด(ของพี่โอ)ที่ไม่มีเหตุผลที่สุดในสามโลก ใช้แต่อารมณ์แท้ๆ ฝนเลยขอละเอาไว้ล่ะกันค่ะ บอกได้อย่างเดียวว่า “คนเรามองกันแต่ภายนอก มองผิวเผินไม่ได้จริงๆ”

“พี่โอ พี่กุ๊ก เป็นผู้หญิงนะคะ!” ฝนทิพย์พูดในขณะที่ตัวเองก็โดนพี่กุ๊กนั่งทับอยู่

“พี่ไม่สน” พี่โอบอก มือกระชากคอเสื้อพี่กุ๊ก พี่กุ๊กเดินถอยหลังไปชนบันได ตอนนี้ฝนเป็นอิสระแล้ว

แต่ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรดี เอาตัวเข้าไปขวาง ก็เห็นจะไม่เข้าที คงโดนลูกหลงแน่ๆ พี่เขาดูอารมณ์ขึ้น

จนไม่สนว่าใครเป็นใครขนาดนั้น พูดบอกพี่เขาว่า ให้คุยกันดีๆก็คงไม่มีประโยชน์อีกเช่นกัน

พี่โอผลักพี่กุ๊กนั่งกระแทกบนขั้นบันได

“พี่โอพอ ได้แล้วนะคะ” ฝนทิพย์รู้สึกตัวเองงี่เง่าจัง ทำอะไรไม่ได้เลย ในสถานการณ์อย่างนี้

“พี่ไม่พอฝน ฝนไม่ต้องมายุ่งเลย”

“คุณ จะเอายังไงเอานี่ฮะ” พี่กุ๊กร้องไห้แล้วค่ะ

“ก็ตอบผมมาไง ว่าทำไมคุณไม่ถามผม” ณ จุดนี้ ฝนแอบคิดในใจว่า นั้นไม่ใช่เหตุผลที่พี่โอจะมาใช้อารมณ์อย่างนี้เลย

แค่พี่กุ๊กพี่ถามว่าควรจะส่งสิ่งส่งตรวจไปโรงพยาบาลไหนดี ไม่เห็นจำเป็นต้องลงไม้ลงมือเลย บ้าจริง

พี่โอยังคงผลักพี่กุ๊ก เมื่อโดนคุกคามหนักเข้า พี่กุ๊กก็คว้าขวดพลาสติกใกล้ๆมือ ปาใส่พี่โอ

พี่โอก็ยิ่งผลักแรงเข้าอีก เอะอะเสียงดังกัน จนพี่พยาบาลคลินิกทันตฯข้างบ้าน ต้องเข้ามาดู

และก็ได้พี่พยาบาล”พี่นา” นี่แหละ ไปดึงพี่โอออกมาจากพี่กุ๊ก พี่นาเขาชำนาญในสถานการณ์อย่างนี้ค่ะ

เพราะเวลาที่พี่เขาทะเลาะกับสามีเขา ก็เอะอะโวยวายลงไม้ลงมือกันน่ากลัวเหมือนกัน

พี่นาดึงพี่โอออกมาจากพี่กุ๊ก เสื้อกาวน์พี่โอเปื้อนเลือดไปทั้งตัว

“พี่กลับบ้านแล้วนะฝน” พี่กุ๊กหันมาบอกฝน แล้วเดินเข้าไปในห้องแล็บ เพื่อเอาสำบีเช็ดเลือดที่มือพี่เขา

ฝนจึงเข้าไปช่วยทำแผลให้

“พี่โทรบอกหัวหน้าก่อนนะ ฝนอยู่คนเดียวได้นะ พี่ไม่ไหวจริง”

ฝนก็ทำแผลที่มือให้พี่กุ๊ก ในขณะที่พี่กุ๊กโทรหาหัวหน้า บอกว่าวันนี้ขอลา หัวหน้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น

พี่กุ๊กจึงยื่นโทรศัพท์ให้ฝนคุยกับหัวหน้า

“พี่เขาทะเลาะกันหน่ะค่ะพี่อ้น แต่รุนแรงไปหน่อย ถึงขั้นลงไม้ลงมือ”

ท่าทางพี่อ้นก็คงจะตกใจไม่ใช่น้อย ฝนเลยเล่าเหตุการณ์ให้พี่อ้นฟังคร่าวๆ

“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้พี่เข้าไปที่คลินิกแล้วกัน ขอพี่คุยกับโอหน่อยสิ”

ฝนก็เอาโทรศัพท์ไปยื่นให้พี่โอ ซึ่งตอนนี้อยู่ในครัวกับพี่นาอยู่

พี่โอคุยอะไรกับหัวหน้า ฝนก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะต้องออกมาดูแลในห้องแล็บ

ทำแผลเสร็จพี่กุ๊กก็โทรให้แฟนมารับ

…………

วันนี้คนไข้ไม่เยอะ เกือบจะไม่มีเลยหล่ะ

ฝนกับพี่โอจึงได้แต่นั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ

“พี่กุ๊กไม่อยู่ งานเข้าแน่เรา” ฝนเอ่ยขึ้น การที่พี่กุ๊กไม่อยู่ นั่นหมายถึงไม่มีคนไปวิ่งรับสิ่งส่งงตรวจจากคลินิกและโรงพยาบาลต่างๆ แล้วจะทำไงหล่ะ เทคนิคการแพทย์ไม่ฝนก็พี่โอ ก็ต้องทำหน้าที่นั้นแทน

ประมาณ 10 โมงพี่กุ๊กก็โทรเข้ามามือถือฝน

“เดี๋ยวพี่กลับเข้าไปนะ นั่งคุยกับพี่ชายพี่อีกแป๊บนึง” พี่กุ๊กบอก “หัวหน้าอยากให้พี่เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนฝนหน่ะ”

และซักพักพี่กุ๊กก็กลับเข้ามาที่แล็บค่ะ แล้วบอกประโยคแปลกๆกับฝน

“เดี๋ยวซักพัก พี่จะโทรเข้ามือถือฝนนะ ฝนรับแล้วไม่ต้องเอ่ยชื่อพี่ แล้วเดินไปคุยในครัวนะ”

ฝนก็เอ๊ะๆแต่ก็ตอบไปว่า “ได้ค่ะ”

มีโทรศัพท์จากคลินิกสัตวฯบอกให้ไปรับสิ่งส่งตรวจพอดีพี่กุ๊กจึงขับมอไซค์ออกไป

ซักพักมือถือฝนทิพย์ก็สั่นค่ะ พี่กุ๊ก

ฝนจึงเดินเข้าไปคุยในครัว

“ฝน พี่โทรมาบอกฝนก่อน เดี๋ยวฝนจะได้ไม่ตกใจ เดี๋ยวพวกพี่ชายพี่จะเข้าไปที่ห้องแล็บนะ พี่ก็รับประกันไม่ได้เหมือนกันว่ามันจะร้ายแรงแค่ไหน แต่เขาทำกับพี่แรงไปจริงๆที่บ้านพี่เขาก็ไม่ยอม”

ฝนก็พอจะเข้าใจพี่เขานะคะ ลองนึกดูว่า ถ้าเกิดมีคนมาทำร้ายร่างกายน้องสาวตัวเอง ในบ้านของตัวเอง คุณจะทำอย่างไร เป็นพี่ชายฝน ฝนว่าพี่ชายฝนก็คงจะเอาคืนหนักแน่ๆเหมือนกัน แต่อีกใจนึงฝนก็ยังคงสงสารพี่โออยู่ ไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนั้น ถึงแม้ว่าพี่เขาจะทำเกินเหตุเหินผลไปก็เหอะ

“พี่บอกพี่อ้น(เจ้าของแล็บ)ไปแล้ว พี่เขาก็รับรู้แล้ว บอกว่า ถ้าเป็นพี่อ้น ถ้าไม่แจ้งความพี่อ้นก็จะให้คนมาเอาคืนหนักเหมือนกัน” เอาเข้าไปหัวหน้า

ฝนวางสายจากพี่กุ๊ก ในใจก็คิดว่า ตัวเองควรจะทำยังไงดีว่ะ

ควรบอกพี่โอรึป่าว รึว่าไง เอาไงดีว่ะๆ

เลยกดโทรศัพท์เล่าให้แหม่มฟัง ก็ยังคงไม่ได้ข้อสรุป

ฝนก็แอบๆคุยกะพี่โอว่า

“พี่โอคะ หัวหน้าบอกว่า ถ้าพี่โฮอยากลาหยุดซักวัน สงบสติอารมณ์ก็ได้นะคะ” ความคาดหวังของฝนคือ

อยากให้พี่โอไปไหนก็ได้ จะได้ไม่ต้องอยู่ที่แล็บ

“เอ้าเหรอ หัวหน้าไม่เห็นบอกพี่เลย”

“หัวหน้าบอกตอนคุยโทรศัพท์กับฝนอ่ะค่ะ” บอกจริงๆนะคะ

“พี่ก็คงทำงานหล่ะ รอเจอหัวหน้าตอนเย็น จะว่าไงก็ว่ากัน”

แผนการฝนทิพย์ไม่สำเร็จแฮะ

ทีนี้ตลอดช่วงเวลา 2-3 ชั่วโมงต่อจากนั้น ฝนก็นั่งตื่นเต้นตลอดเลยค่ะ

ยังคงถามตัวเองว่า “เอาไงดีว่ะ บอกพี่โอดีรึป่าว ว่าพวกพี่ชายพี่กุ๊ก กำลังจะมา” “แล้วถ้าบอกแล้วพี่เขาจะทำยังไง อาจจะไม่ยอมไปไหนก็ได้” เฮ้อ เอาไงดีๆ

ซักพักก็มีผู้ชายหน้าตาโหดๆ 2 คนมาถามหาพี่กุ๊ก

“พี่กุ๊กไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอก” ฝนตอบพี่เขาไป พวกพี่เขาก็เดินกลับไป

“พวกเขามาทำอะไรกัน” พี่โอเดินมาถาม

“อ้อ มาถามหาพี่กุ๊กหน่ะค่ะ ฝนเลยบอกว่าพี่กุ๊กไม่อยู่”  ฝนว่าพี่โอก็คงจะพอรู้ตัวอยู่บ้างแหละ

ว่าผลจากการกระทำของตัวเองอาจจะก่อให้เกิดเหตุการณ์อะไรตามมาได้บ้าง

พี่เขาก็หน้าตาดูเป็นกังวลมากๆเลย

ซักพักนึงพี่กุ๊ก ก็กลับมา

หลังจากทำแล็บ ออกผลเรียบร้อยแล้ว ฝนก็เดินไปคุยกับพี่กุ๊กในครัว

“พวกพี่ชายพี่คงไม่ได้มาทำอะไรเขาที่แล็บแล้วหล่ะนะ เพราะพี่เพิ่งคุยกับหัวหน้าหัวหน้าขอเอาไว้ ว่าไม่อยากให้แล็บเสียชื่อเสียง พวกพี่ชายพี่เลยแค่มาดูหน้าเขาเอาไว้ แต่ถ้าเจอกันข้างนอกพี่ก็ไม่รับประกันเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ฝนทิพย์แอบโล่งใจไประดับนึง เพราะพี่โอเป็นคนไม่ค่อยจะออกไปไหน คงอาจจะไม่เจอกับพวกพี่ชายพี่กุ๊กหรอก ฝนแอบคิดแง่ดีเบาๆ

ตอนนี้ผ่านมาหลายวันแล้ว พี่เขายังคงไม่คุยกัน ฝนทิพย์ก็ต้องทำหน้าที่ส่งสารในบางครั้งบางคราว

อ้อ ส่วนในเย็นวันนั้น หัวหน้าไม่ได้เข้ามาที่แล็บหรอกนะคะ เพราะหัวหน้าโทรมาถามฝนว่า ควรจะเอายังไงดี

ฝนเลยบอกไปว่า

“ในความคิดของฝน ถึงพี่อ้นจะเข้ามาคุย ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกค่ะ ในเมื่อเหตุมันเกิดจากความไม่มีเหตุผล จากการใช้อารรมณ์ ถึงพี่จะเข้ามาถามหาเหตุผลว่า ทำไมถึงทำอย่างนั้นๆกัน พี่ก็คงจะไม่ได้คำตอบที่มีเหตุผลหรอกค่ะ อาจจะพาลให้เรื่องมันไปกันใหญ่ ตอนนี้ต่างคนต่างมีอารมณ์กันทั้งคู่ด้วย ฝนว่าปล่อยให้พวกเขาอารมณ์เย็นลงก่อนดีกว่า”

ก็เป็นอันว่าหัวหน้าเห็นด้วยกับความคิดของฝนค่ะ ไม่พยายามที่จะเข้ามาสาวหาต้นสายปลายเหตุ (ซึ่งไม่มี)

และอาจจะเนื่องจากหัวหน้าก็คงจะกลัวว่าเรื่องมันไปกันใหญ่ จนพี่โอขอลาออกเลยตอนนี้ หัวหน้าจะยิ่งงานเข้า

เพราะฝนก็เพิ่งมาอยู่ไม่นาน ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้จากพี่โออีกพอสมควร หัวหน้าจึงขอปลอดภัยไว้ก่อน

เหตุการณ์ในวันนี้ก็ทำให้ฝนได้ข้อคิดอะไรมาหลายอย่างเหมือนกันค่ะ

-เวลาทำงาน งานก็ให้มันอยู่ในส่วนของงาน ในตัวของเนื้องาน อย่าให้มันกลายมาเป็นชีวิตเรา ต้องเอาอารมณ์ความรู้สึกของเราไปยึดติดกับมัน มันจะทำให้เรามองไม่เห็นเนื้องานจริงๆ อาทิ เช่น ในกรณีนี้ งานคือการส่งสิ่งส่งตรวจ ปัญหาคือสิ่งผิดโรงพยายาล แก้ไขโดย นำมาส่งใหม่ถูกต้องแล้ว ในมุมมองฝน ฝนก็ว่า มันก็แค่นั้น มีปัญหาก็แก้ไขไป เรียนรู้ไม่ให้มันเกิดซ้ำอีก ทำมไต้องเอาอารมณ์ไปใส่ไปยึดติดกับปัญหา

-คนทำงานร่วมกัน เวลามีปัญหา หรือเรื่องอะไรที่มันจะส่งผลกระทบต่องานก็คุยกัน อย่าเก็บเอาไว้ เพราะเก็บเอาไว้นานๆมันจะกลายเป็นเก็บกด แล้วระเบิดออกมาได้ซักวันนึง เหมือนที่พี่โอเป็น อาทิเช่น พี่กุ๊กชอบคุยโทรศัพท์(มากๆเกือบทั้งวัน) ในเวลางาน ฝนก็ไม่เห็นว่าพี่โอจะว่าอะไร ฝนก็ไม่ว่าอะไรถ้าเกิดมันไม่ส่งผลต่อเสียต่องานที่พี่เขารับผิดชอบจะคุยก็คุยไป แต่มันจะมีบางครั้งที่พี่กุ๊กเขางอนพี่โอ แล้วก็คุยแต่โทรศัพท์ พี่โอถามเรื่องงานก็ไม่ตอบ ณ จุดนี้ฝนก็เห็นว่า มันไม่สมควรเหมือนกัน งอนก็อยู่ส่วนงอนสิ งานก็ต้องเป็นงาน เวลาที่ต้องปรึกษาเรื่องงานกัน ไอ้งอนก็ต้องเก็บไว้ก่อน มันเป็นความรู้สึกส่วนตัว จะเอามารวมกัน แล้วทำให้งานเสีย อันนี้ก็ไม่ควร ฝนก็เห็นว่าพี่กุ๊กผิดจริงในข้อนี้ ซึ่งพี่โอก็เคยบอกพี่กุ๊กไปหลายครั้งแล้ว ว่าอย่าทำอย่างนั้น “งอนจนไม่คุยเรื่องงาน”

-ปัญหาทุกอย่าง แก้ได้ด้วยการให้เหตุผล การใช้กำลังและอารมณ์โมโห มาแก้ไขปัญหาจะยิ่งพาลให้เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นไปอีก

For every minute you are angry, you lose sixty seconds of happiness.  ~Author Unknown

If you kick a stone in anger, you’ll hurt your own foot.  ~Korean Proverb

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s