หอคอยใคร โดย “นิ้วกลม”

“The most important trip you may take in life is meeting people halfway. ” ~Henry Boye

เนื่องด้วยฝนทราบว่า เพื่อนๆของฝนหลายๆคนกรี๊ดกร๊าดพี่เอ๋ นิ้วกลมมากๆ ฝนก็ชอบงานเขียนของพี

เขาอยู่ ถึงจะไม่ได้ติดตามทุกเล่ม แต่ก็มีเก็บสะสมเป็นของตัวเองอยู่หลายเล่มเหมือนกัน

จำได้ว่า งานของพี่เขา เล่มแรกที่ฝนอ่านคือ “อิฐ”

เป็นงานเขียนแนวๆ แปลกๆอ่านแล้วก็ยิ้มได้ตลอด

เดือนนี้  Lonely Planet Magazine Thailand issue2 เชิญพี่เอ๋มาเขียนถ่ายทอด

“ประสบการณ์เดินทางที่ประทับใจ”

ซึ่งก็แน่นอนว่าพี่เอ๋ก็ย่อมมีแนวทางในการถ่ายทอดประสบการณ์เดินทางของตัวเองได้

ในฉบับที่ไม่ซ้ำใคร และไม่มีใครเหมือน ฝนอ่านแล้วก็ประทับใจ เลยคิดว่า คงมีเพื่อนฝนไม่กี่คน

หรืออาจจะไม่มีเลย ณ จุดนี้ที่ติดตามLonely Planet Magazine Thailand เพราะเขาเพิ่งออกมาได้แค่

2 ฉบับเท่านั้นเอง  ฝนจึงขอแอบเอาบทความของพี่เขามาถ่ายทอดให้เพื่อนๆได้อ่านแล้วกันนะคะ

และก็เชื่อว่าทุกคนต้อง “ตกหลุมรัก” พี่เอ๋ เช่นเดียวกับที่ฝนเป็นค่ะ ^3^

……………….หอคอยใคร………………………..

ผมเคยสงสัยว่า “หอคอย”มันคอยใคร แต่ผมลืมความสงสัยนั้นไปสนิทขณะที่มานั่งอยู่บริเวณตีน

หอคอยชื่อดังอันดับหนึ่งของโลก

แน่นอนมันคงไม่ใช่หอบรรหาร-แจ่มใส

ผมกำลังนั่งเงยหน้ามองหอไอเฟลที่คุณกุสตาฟ ไอเฟล ออกแบบไว้ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1887

ข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับมันว่า วิศวกร 50 คนต้องช่วยกันร่างแบบจำนวน 5,300 แผ่น สำหรับ

คนงาน 132 คน ฐานหอคอยมีความกว้างด้านละ 426 ฟุตโครงสร้างเหล็กทั้งหมดหนักกว่า 7,000 ตัน

ใช้เหล็กทั้งหมด 18,000 ชิ้น และหมุดยึดอีก 2,500,000 ตัว

หอสูงถึง 320 เมตร ไม่ได้ทำให้ผมตกใจเท่ากับข้อมูลของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งข้างๆผม

เขาไม่ใช่มนุษย์เหล็ก จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะอ่อนแอกว่าหอคอยเหล็กนั่นเยอะ

โก้ เป็นเพื่อนสมัยมัธยม เราเรียนด้วยกันตั้งแต่ชั้น ม. 1 เตะตะกร้อ กระโดดฟาด เป้าขาด

นั่งเย็บเป้า กินข้าวกินปลา บ้าๆบอๆด้วยกันจนมาถึงม.5 ก็ได้เวลาแยกย้าย

ผมไปโผล่ที่สถาปัตย์ จุฬาฯ……โก้ไปเป็นเดินเท่อยู่ที่สถาปัตย์ ลาดกระบัง

หน้าตาอันหล่อเหลา (คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ตาคมแต่หวาน)ของมันทำให้เพื่อนๆได้กินช็อกโกแลต

ในวันวาเลนไทน์ฟรีทุกปี สาวๆให้ช็อกโกแลตมันเยอะจนมันขี้เกียจเอากลับบ้าน

หากนับความใกล้ชิดสนิทสนม ผมคิดว่าเราสนิทกันในระดับที่กระตุกขนหน้าแข้งกันก็ไม่โกรธ

แต่ความใกล้ชิดก็ถูกถ่างออกด้วยกาลเวลา ตั้งแต่แยกย้ายกันไปคนละมหาวิทยาลัย เราก้แทบไม่ได้

เจอกันอีกเลย เกือบสิบปีเข้าไปแล้วที่เราไม่ได้คุยกัน ผมรู้แต่ว่าโก้อยู่ปารีส ไปเรียนต่อ-สั้นๆห้วนๆ

แค่นั้นแต่ยังมีอีเมล ยังมีเอ็มเอสเอ็น เมื่อรู้ว่าออฟฟิศจะส่งไปดูงานที่ฝรั่งเศสและผมวางแผน

จะเที่ยวต่อ ผมก็รู้สึกอยากสนิทกับไอ้โก้ขึ้นมาอีกครั้งอย่างทันที จึงเคาะหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นไต่ตาม

“ไงมึง”

“ไงวะ หายหัวไปไหนมา”

“มึงก็หาย”

“มาทักแบบนี้มีอะไรล่ะ”

“กูจะไปปารีส”

“มานอนกับกูได้”

ง่ายๆแบบนั้น…..ระยะห่างสิบปีถูกหดลงภายในเวลาไม่ถึงนาที

โก้มารับผมที่สนามบิน พาไปที่ห้อง อย่างที่รู้กันว่าราคาที่พักในปารีสนั้นไม่ใช่ถูกๆนักเรียน

ตัวเล็กเคราเฟิ้มที่แทบไม่มีเงินซื้อที่โกนหนวดจึงมีปัญญาเช่าได้แค่ห้องใต้หลังคา

ห้องไอ้โก้เหมือนเกมเตอติสที่กำลังจะ Game Over ของกองเต็มห้องแบบแทบไม่เหลือที่ว่าง

แล้วที่ว่างสุดท้ายที่เหลือยู่ก็ถูกยึดครองโดยกระเป๋าเดินทางของผม ถ้าจะนอนก็ต้องยกบางอย่างขึ้น

พอนอนเสร็จแล้วจะกินข้าวก็ต้องยกที่นอนออกสลับสับเปลี่ยนเหมือนเกม Puzzle ที่มีช่องว่างหนึ่งช่อง

แล้วต้องเลื่อนไปมา

แก้วน้ำของมันวางไว้ข้างหน้าต่าง เห็นคราบแล้วก็อดบอกมันไม่ได้

“มึงล้างซะบ้างนะ แดกราเข้าไปไม่รู้กี่ตัวแล้ว”

“กูไม่รู้จะล้างทำไม เดี๋ยวน้ำใหม่มันก็ลงไปล้างอยู่แล้ว”

“น้ำใหม่ แต่มันมีคราบเก่า มึงไม่เห็นเหรอ เชื้อโรคทั้งนั้น”

สิ่งที่ขนผมมาให้เพื่อนรักคือน้ำพริกที่มันฝากพ่อแม่ซื้อจากเมืองไทย

บวกกับหมูหยองแห่งน้ำใจของผมอีกสอง-สามถุง

“นี่แหละที่รอคอย หน้าที่มึงหมดละ มึงกลับไปได้แล้ว” นี่คือคำพูดของเพื่อนรัก

“อาหารที่นี่แม่งไม่ได้เรื่อง”

“อ้าว เขาว่าอาหารฝรั่งเศสอร่อย”

“ถ้ามึงมีตังค์”

สภาพห้อง แก้วน้ำที่ไม่ได้ล้าง รวมถึงอาการโหยหาอาหารไทย

บอกกับผมอยู่กลายๆว่าเพื่อนผมคนนี้เหงาไม่ใช่เล่น

“เหงามั้ยวะ”

“เหงาทำไมวะ” ดูมัน แทนที่จะตอบคำถาม

แต่นั่นเป็นบทสนทนาตอนกลางวัน ความจริงมักล่องลอยออกมาตอนกลางคืน

มันชอบปรากฎตัวตอนคนน้อยๆ

ไม่ได้ทำให้ผมตกใจเท่ากับข้อมูลของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งข้างๆผม

เขาไม่ใช่มนุษย์เหล็ก จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะอ่อนแอกว่าหอคอยเหล็กนั้นเยอะ

“อยู่นี่คุยกับจูนบ่อยมั้ย”

“กูเลิกกับมันแล้ว”

“เฮ้ย!”

“เออ เรื่องมันเศร้าว่ะเอ๋”

“ทำไมวะ”

“เดี๋ยวไปซื้อเบียร์มาต่อก่อน แล้วค่อยมาเล่า”

เราเดินไปซื้อเบียร์กันที่ร้านใกล้ๆหอไอเฟล ขณะเดินกลับมาผมเงยหน้าขึ้นมอง

รู้สึกว่าตอนกลางคืนหอคอยเหล็กนี้ดูสวยงามและโรแมนติกว่าตอนกลางวัน แถมยังมีอารมณ์ขันช่วงที่

ดับไฟสีส้มแล้วเปิดไฟวับแวมเหมือนไฟดิสโก

“เป็นมึง มึงจะทำไงวะ เปิดเจออีเมลแฟนตัวเองคุยกับเพื่อนเรื่องผู้ชายคนอื่น”

“เฮ้ย มันก็อาจแค่หนุกๆ”

“หนุกเหี้ยไร มันคุยว่าเพิ่งไปเอากันมา”

ผมหันควับไปมองหน้าเพื่อน มันเงยหน้ามองหอคอยแล้วยกเบียร์เทใส่ปาก

“ละเอียด เล่ากันอย่างละเอียด มีเปรียบเทียบกับกูด้วย”

“แล้วมึงทำไงวะ”

“ร้องไห้ดิวะ เสียใจ ก็ถามมันว่าจริงรึเปล่า” ว่าแล้วโก้ก็แค่นหัวเราะ “หึ มันจะไม่จริงได้ไง”

“กูร้องไห้อยู่เป็นเดือน เรียนก็ไม่เรียน ภาพที่มันทำผุดขึ้นมาในหัวตลอด มึงคิดภาพสิ

แฟนมึงกับผู้ชายคนอื่น

แม่ง โคตรหลอนเลย มันก็บอกว่ารักกูมากกว่า แต่กูไม่ได้แล้วว่ะ”

“ทำไมไม่ลองอีกซักที”

“เป็นมึง มึงจะลองคบอีกเหรอ”

“ถ้ากูรักมัน ถ้ามันยังรักกู”

“มึงก็พูดได้เอ๋ มึงไม่ได้เจอกับตัวเอง มึงต้องเจอว่ะ เจ็บชิบ”

“เออ ก็อาจจะจริงของมึง” ผมเอาขวดไปเคาะกับขวดของมัน แล้วเราก็ยกขึ้นดื่ม

คืนนั้นเราเดินไปมาระหว่างร้านค้ากับหอไอเฟลอยู่หลายรอบ ยิ่งเดินก็เหมือนเดินย้อนกลับไปสู่

อดีตสมัยมัธยม ชื่อเพื่อนคนนั้นคนนี้ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวละครในบทสนทนา ตอนนี้มันเป็นยังไงแล้ว

แต่งงานไปหรือยัง มีลูกไปหรือยังได้ดิบได้ดี เรียนต่อ หนือตกงาน แน่นอนเราไม่พลาดเหตุการณ์เป้า

ขาดตอนเล่นตะกร้อด้วยกัน

“วันนี้แม่งดีว่ะ”

“ตอนก่อนมานี่ กูก็คิดอยู่นะว่าจะคุยกับมึงรู้เรื่องอยู่มั้ย”

โก้ตบไหล่ผม “ขอบใจที่มึงมา”

“ไอ้บ้ากูต้องขอบใจมึงที่ให้กูมาอยู่ด้วย”

“ในห้องใต้หลังคาแคบๆ ฮ่าฮ่า” มันหัวเราะร่วน “กูไม่ได้คุยเรื่องนี้ยาวๆกับใครเลย ที่นี่แม่งไม่มีเพื่อนว่ะ”

“โชคดีนะนี่ ที่เพื่อนกูอยู่ที่นี่”

“ไอ้นี่”

“กูก็ดีใจที่ได้คุยกับมึง เราไม่ได้คุยกันกี่ปีแล้ววะ”

“เก้าปี สิบปี สิบเอ็ดปี ช่างแม่งเหอะ วันนี้ได้คุยแล้ว”

นี่กี่โมงแล้ววะ”

โก้มองนาฬิกา “เหี้ย ตีสี่แล้วเหรอเนี่ย” มันทำท่าตกใจ “เดี๋ยวแวะไปซื้อไวน์ไปแดกต่อที่ห้อง”

ผมอยู่ปารีสแค่ไม่กี่วัน ช่วงกลางวันโก้ไปฝึกงาน ผมก็ออกมาเดินเล่นคนเดียว

กลางคืนเราก็จกหมูหยอง น้ำพริกและขนมปัง คุยโขมงกันจนถึงคืนสุดท้าย

เช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้เวลาที่ผมต้องเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางเตรียมกลับบ้าน

การนั่งอยู่ที่หอไอเฟลจนถึงตีสี่ไม่ได้ให้คำตอบกับผมว่าตกลงแล้ว “หอคอยใคร”

แต่ผมได้คำตอบอื่นมาแทน

ผมว่า “เพื่อน” บางคนคอย “เพื่อน” อีกคนหนึ่งอยู่ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เราจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเราคอยเขาอยู่ ก็ต่อเมื่อได้พบกับเพื่อนคนนั้น ได้พูดคุยกันยาวๆ

การเดินทางประเภท “ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้”นั่นผมคิดไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะเป็นที่ไหน

แต่ถ้าจะมีการเดินทางที่

“ครั้งหนึ่งในชีวิตน่าจะลองไปดู”ผมขอแนะนำให้ลองเดินทางไปหาเพื่อนที่อยู่ไกล

ไกล-ไม่ว่าจะวัดจากระยะทาง หรือระยะเวลาที่ห่างกันไป

เราอาจจะพบกับความทรงจำใหม่ขณะที่กำลังรื้อฟื้นความทรงจำเก่า

ผมเก็บความทรงจำใส่กระเป๋า ยกกระเป๋าออกมาจากห้อง ตำแหน่งนั้นกลับไปเป็นที่ว่างอีกครั้ง

ตบหลังตบไหล่กันครั้งสุดท้ายก่อนลา ผมบอกกับโก้ว่า

“มึงล้างแก้วซะบ้างนะ”.

……………………….

ไงคะ อ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพาลทำให้เราอยากจะกดมือถือ หรือพิมพ์อีเมล

หาเพื่อนที่เราแอบทำหล่นหายระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านไปใช่มั้ยคะ ฝนก็เหมือนกันค่ะ เห็นทีจะต้อง

ติดต่อ ถามข่าวคราวสาระทุกข์ สุขดิบของเพื่อนเก่าๆที่ฝนแอบละเลยพวกเขาไป

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาบ้างแล้วหล่ะค่ะ

“What you’ve done becomes the judge of what you’re going to do – especially in other

people’s minds.  When you’re traveling, you are what you are right there and then.

People don’t have your past to hold against you.  No yesterdays on the road. ”

~William Least Heat Moon, Blue Highways

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s