5 วันอันแสนสงบในอยุธยา (ก่อนน้ำมา……..)

“A smile is the beginning of peace.”
                                                                      – Mother Teresa 

หลังจากเปลี่ยนแปลงสถานะตัวเองจากนิสิตจุฬาฯเป็นบันฑิตจุฬาฯอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลังจากพาตัวเองแบกเป้เตร็ดเตร่ไปทั่ว ไทย จีน ลาว

หลังจากผ่านประสบการณ์หลากหลายทั้งในด้านดี ด้านไม่ดี ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

ฝนทิพย์จึงตัดสินใจพาตัวเองมาตั้งหลักสงบๆในเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวครั้งอดีตของบรรพบุรุษชาวสยาม…..ณ…..อยุธยา

จุดประสงค์ในการเดินทางสั้นๆครั้งนี้ของฝน ไม่ใช่ Sight seeing

แต่เป็นการใช้เวลาสงบๆอยู่กับตัวเอง อ่านหนังสือ ทบทวนเหตุการณ์และพฤติกรรมของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทางเดิน ที่จะพาตัวเองเดินต่อไป……………………อย่างมีสติ

วันที่ 1

ฝนแบกเป้ออกจากหอพักของเพื่อนแถวราชเทวี และด้วยความว่าฝนเป็นคนไม่ชอบนั่งรถเมล์และตอนเช้าชั่วโมงรถติดอย่างนี้ฝนก็ไม่คิดอยากจะนั่ง Taxi ฝนทิพย์จึงตัดสินใจเดินไปขึ้นMRT ที่สามย่าน ก็ค่อนข้างจะไกลนิดนึงอ่ะนะ แต่เป้ไม่หนักเท่าไหร่ เอาเป็นว่า……สู้ว่ะ (- -‘’) ไปถึงหัวลำโพงพี่คนขายตั๋วบอกว่ามีรถไฟเที่ยว 8:20 am (อีกแค่ 10 นาทีรถไฟก็จะออกแล้วนี่หว่า ไม่ทันๆขอหาอะไรกินก่อนนะ) ฝนเลยซื้อตั๋วเที่ยว 9:25 am แทน จะพูดว่าซื้อตั๋วก็ไม่ถูก คือได้ตั๋วมาฟรีๆอ่ะนะ แต่ถ้าเป็นเที่ยว 8:20 am ต้องจ่าย 20 บาทค่ะ

ระหว่างที่ต้องรอ ฝนทิพย์จึงไปนั่งดื่มกาแฟที่ Black Canyon และกิน Waffle เป็นอาหารเช้า(คือประหยัดค่ารถตู้ 60 บาทนั่งรถไฟฟรี แต่มาจ่ายค่ากาแฟแก้วละ 80 บาท…..เฮ้อ(^___^”)….คิดได้ๆ 555+  ก็นั่งรถไฟชมวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ ผ่านชุมชนข้างทางรถไฟ  (ในใจแอบสงสัยว่า เขาอยู่กันได้ไง ไม่รำคาญเสียงรถไฟที่ผ่านไปๆมาๆทั้งวันเหรอ) ผ่านทุ่งนาสีเขียวชอุ่มต้นฤดูฝน ข้าวเริ่มตั้งท้องแล้ว  เป็นวิวที่สวยโคตรๆไปเลย คือเนื่องด้วยว่าบ้านฝนที่พังงาเขาไม่ทำนากัน   ฝนทิพย์ก็เลยยังคงอดไม่ได้ที่จะกรี๊ดกร๊าดทุกครั้งที่ได้เห็นนา ก็พยายามหาโอกาสแอบไป  ช่วยเขาดำนาหรือเกี่ยวข้าวให้ได้ซักครั้งในชีวิต ไม่งั้นเดี๋ยวเสียชื่อที่อุตส่าห์เกิดมาเป็นคนไทย  ประเทศที่ได้ชื่อว่าส่งออกข้าวมากเป็นอันดับต้นๆของโลก

ในที่สุดรถไฟก็มาเทียบท่าชานชลาที่สถานีอยุธยา เวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ ( แน่นอนว่าต้อง late ตามฉบับรถไฟไทยค่ะ^^)  ออกจากสถานีรถไฟ ฝนก็นั่งเรือข้ามฟาก 4 บาท และทำการเดินหาบ้านพักที่ฝนหาข้อมูลมาจาก  internet อันดับแรกฝนต้องหาถนนนเรศวรให้เจอ จากนั้นก็หา Farang Street เดินออกจาก Farang Street เลี้ยวซ้าย เดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงแล้วค่ะ “Baan Lotus” แอบหาข้อมูลมาว่าที่นี่มีห้องพัดลมคืนละ 200 บาท เพื่อนฝนส่วนใหญ่ที่มาพักที่อยุธยาต่างบอกว่า ห้องพักราคา 500 up ทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นจะรู้จักที่ไหนราคา 200 บาทเลย เพราะฉะนั้น นี่ถือเป็นการค้นพบครั้งใหม่ของฝนทิพย์ค่ะ โหะโหะ ^^

Baan Lotus เป็นบ้านพักที่มีบริเวณบ้านค่อนข้างกว้าง มีบ้านเรือนไม้เก่าสองหลัง  หลังนึงเป็นห้องแอ อีกหลังนึงเป็นห้องพัดลม หลังบ้านมีศาลากลางสระบัว มีดอกบัวเยอะมากเลยค่ะ  นี่คือที่มีของชื่อบ้านพักนั่นเองค่ะฝนเข้า Check in ในห้องพัดลม ห้องก็สะอาดดีค่ะ กว้างพอสมควรสำหรับนอนคนเดียว แต่ห้องน้ำต้องมาใช้รวมข้างนอกนะคะ และก็มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นค่ะ เนื่องด้วย

ฝนเป็นคนไทยคนเดียวที่พักที่นั่น เจ้าของบ้านพักก็เลยสงสัยว่าทำไมมาเที่ยวคนเดียว เพราะปกติวัยรุ่นไทยชอบเที่ยวกันเป็นกลุ่ม อย่างน้อยก็ต้องเป็นคู่อ๊ะ ไม่ค่อยได้เห็นใครเที่ยวคนเดียวมากนักจึงเกิดบทสนทนาพาทีขึ้นระหว่างฝนและเจ้าของบ้านพัก คุยไปคุยมาก็เลยทราบว่า เจ้าของบ้านพัก ขอเรียกว่าอาจารย์นะคะ อาจารย์เคยเป็นอาจารย์สอน Hematology ให้เทคนิคการแพทย์ของมหาลัยมหิดล พออาจารย์ทราบว่าฝนก็จบเทคนิคการแพทย์มา ก็แนะนำใหญ่

“หนูอยากเรียนต่อโท ก็บอกอาจารย์ได้นะ เดี๋ยวอาจารย์จะฝากเพื่อนที่เขตร้อนนะ่”  อาจารย์พูดไทยไม่ค่อยชัดอ่ะค่ะยังออกสำเนียงจีนๆอยู่

“อ้อ ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ ฝนตั้งใจจะทำงานก่อนซักปีนึงอ่ะค่ะ แล้วค่อยเรียนต่อ” ฝนตอบอาจารย์ไป

“ถ้าหนูอยากทำงานต่างประเทศก็บอกได้นะ ลูกศิษย์อาจารย์ก็เคยไปทำงานอยู่ที่อเมริกา  ทำไปทำมาเขาก็ส่งให้เรียนต่อเลย ตอนนี้กลับมาเป็นคณบดีที่ม.รังสิตแล้ว”

ก็คุยกับอาจารย์ไปซักพัก  ได้ข้อมูลมาว่าอาจารย์มีพี่น้องอีกสองคน จบจากจุฬาฯทั้งคู่เลยมีแค่อาจารย์คนเดียวที่จบจากมหิดล จากนั้นฝนทิพย์ก็ขอตัวขึ้นบ้านไปเก็บสัมภาระ

ว่าจะไม่ Sight seeing ในตอนแรก ตั้งใจจะแค่มานอนอ่านหนังสือจริงๆ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ (–‘’) เลยเช่าจักรยานราคาคันละ 30 บาทไป ปั่นสำรวจโบราณสถานรอบเมือง เรื่องที่น่าตื่นเต้นเห็นจะเห็นจะเป็นการปั่นจักรยานนี่แหละค่ะ คือฝนอ่ะ ปั่นจักรยานไม่คล่อง จริงๆขับมอไซค์และรถยนต์ก็ไม่คล่องเหมือนกัน ชอบเป็นคนนั่งสบายๆให้คนอื่น ขับมากกว่า ดังนั้นการต้องมาปั่นจักรยานในเมืองรถเยอะๆอย่างนี้เนี๊ยะ ตื่นเต้นดีแท้ (^______________^) พอปั่นจักรยานถึงวงเวียน ฝนทิพย์ก็จะงงว่า   อ้าว….แล้วจักรยานต้องปั่นอยู่ส่วนไหนของวงเวียนหว่า รอบในหรือรอบนอก  งานเข้าแล้ววววววว (–‘’)

ฝนทิพย์ก็ปั่นจักรยานไปตามถนนนเรศวร ไปแวะชมวัดมหาธาตุ ชมเศียรพระพุทธรูปที่โดยต้นไม้โตขึ้นโอบไว้จากนั้นก็ไปปั่นงงๆอยู่แถบบึงพระรามอยู่พักนึง รถเยอะจริงๆเฟ้ย เอาไงดีหว่า เลยปั่นย้อนกลับมาที่วัดพระธาตุผ่านวัดราชบูรณะ  วัดธรรมิกราช ปั่นต่อไปที่วัดพระราม ไปแวะนั่งกิน   ก๊วยเตี๋ยวเรือข้างบึงอยู่แป๊บนึง ปั่นต่อไปผ่านคุ้มขุนแผน แวะเข้าชมวิหารพระมงคลบพิตร และวัดพระศรีสรรเพชญ์  จากนั้นก็ปั่นงงๆมั่วๆไปเรื่อยๆไปออกถนนอู่ทองคือแผนที่ในมือก็มีอ่ะนะ ยังสามารถมั่วได้ เยี่ยมจริงๆฝนทิพย์ ตอนปั่นกลับ ฝนก็แวะซื้อเงาะ ข้าวโพด และลำไยที่ตลาดหัวรอ….. จากนั้นก็งมทางจนกลับมาถึงบ้านพักโดยสวัสดิภาพ!!!!   Mission accomplished!!!

หลังจากกลับถึงบ้านพัก นั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว (ท้องฟ้าเริ่มมีเมฆคลุมหนาขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางคืนนี้ฝนจะตกหนักค่ะ ) ฝนจึงรีบเอาจักรยานไปคืน (ใช้บัตรนิสิตเป็นประกันไว้ เนื่องจากบัตรประชาชนของตัวเองยังคงฝากพี่เขาไว้ที่มหาลัย เมื่อไหร่จะได้ไปเอาคืนนะ) จากนั้นก็ถึงเวลาหาอะไรใส่ท้องค่ะ อาหารเย็นวันนี้ก็เป็น steak ไก่แพนงที่ร้านเอกเขนก สาย๑ เป็นร้านที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย ในร้านเปิดเพลงไทย ประมาณ 3 ทุ่มก็จะมี live band มาเล่นด้วย ฝนทิพย์ก็นั่งชิล อ่านหนังสือ ฟังเพลงไปเรื่อยๆจนกระทั่ง 5 ทุ่ม หลังจากหมด Leo ไปสองขวด ก็ถึงเวลาสมควรแก่การเดินกลับบ้านพักค่ะ พี่นักดนตรี เห็นว่าฝนนั่งคนเดียว คิดว่าฝนอกหักพี่เขาเลยเล่นเพลงอกหักเศร้าๆให้ซะหลายเพลง ฮ่าฮ่าฮ่า อยากจะบอกพี่เขา

“หนูไม่ได้อกหักค๊า แค่ติสท์แตก มาเที่ยวคนเดียวแค่นั้นแหละ!!!  *__*

วันที่ 2

ตื่นแต่เช้า มานั่งทานอาหารเช้าง่ายๆประกอบไปด้วย กาแฟ ขนมปัง และกล้วย นั่งทานอาหารเช้าท่ามกลางบรรยากาศดีๆบนศาลากลางน้ำ กลางสระบัว และก็เพิ่งระลึกได้ว่า ดอกบัวเธอบานเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น นานแค่ไหนแล้วนะที่ฝนลืมข้อเท็จจริงข้อนี้ไป หรือว่าฝนไม่เคยสนใจที่จะสังเกตุมาก่อน

วันนี้ห้องข้างๆฝนมี backpacker สาวอังกฤษ เข้ามาอยู่ เจอกันที่ระเบียงจึงกล่าวทักทาย และพูดคุยกันเล็กน้อย เลยรู้ว่า ชื่อ Jannine เธอแบกเป้เที่ยวคนเดียว เที่ยวมาได้ซักพักนึงแล้วหล่ะ

“เที่ยวคนเดียวดีกว่า เคย backpack เที่ยวกับเพื่อนครั้งนึง พอจบทริป ก็รู้สึกว่า ตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรตั้งหลายอย่างที่อยากจะทำในทริป เพราะเพื่อนๆไม่ได้อยากทำด้วย ดังนั้นเที่ยวคนเดียวอย่างนี้ อยากจะทำอะไรก็ทำ” เธอบอก

จากนั้นเธอก็ขวนฝนว่าจะไปปั่นจักรยานรอบเมืองกันรึเปล่า ฝนก็บอกไปว่า ฝนไปปั่นมาแล้วเมื่อวาน

“ you ควรจะออกไปปั่นได้แล้วหล่ะมั้ง ท่าทางฝนอาจจะตกตอนบ่าย” ฝนแนะนำเธอไป เธอก็เห็นด้วยและเดินไปเช่าจักรยานจากบ้านพัก

ช่วงบ่ายฝนทิพย์เริ่มอ่านหนังสือเล่มใหม่ค่ะ  ชื่อ Eat Pray Love เขียนโดย Elizabeth Gilbert และเนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็นของที่บ้านพัก ฝนเลยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องอ่านให้จบก่อนที่จะเดินทางกลับให้ได้

หนังสือเล่มนี้เป็นคล้ายๆบันทึกการเดินทางของผู้หญิงวัยกลางคนคนนึง ที่หลังจากชีวิตของเธอต้องเจอมรสุมกับความรัก ความรู้สึกครั้งใหญ่มา เธอก็ตัดสินใจพัก…..ซักครู่ และออกเดินทางเพื่อหาคำตอบให้ชีวิตเป็นเวลา 1 ปี โดยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ อิตาลี (Eat) อินเดีย (Pray) และ บาหลี (Love) ลักษณะการเขียนก็น่าสนใจดีค่ะ อ่านแล้วก็วางหนังสือไม่ลง เธอเขียนได้แบบที่ว่า ทำให้ผู้อ่านอยากอ่านติดตามต่อไปว่า จะเกิดอะไรกับชีวิตของเธอบ้าง และเนื่องด้วยมันไม่ใช่นิยาย แต่เป็นเรื่องราวจากชีวิตจริง ทำให้ความสนใจของฝนต่อหนังสือเล่มนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้นค่ะ

ประโยคที่ฝนประทับใจจากหนังสือค่ะ

“Instead of trying to forcefully take thoughts out of your mind, give your mind something better toplay with. Something healtier.”

“Like what?”

“Like love, Like pure divine love.”

“You need to learn how to select your thoughts just the same way you select what clothes you’regonna wear every day. This is a power you can cultivate. If you want to control things in your life so bad, work on the mind. That’s the only thing you should be trying to control. Drop everything else but that. Because if you can’t learn to master your thinking, you’re in deep trouble forever.”

ตอนเย็นน้องสาวอาจารย์คนที่เรียนจบนิเทศฯจากจุฬาฯ ก็เดินทางมาจากกรุงเทพ ชื่อ พี่แป๋ง พี่แป๋งก็พูดเพราะน่ารักดี ^^  แถมยังมีใจดีซื้อบระหมี่เกี๊ยวหมูแดงมาฝากให้ฝนทานเป็นอาหารเย็นซะด้วย ขอบคุณนะค๊า (เลยกินฟรีไปมื้อนึง โหะโหะ)^^

จัดการอาหารเย็น ที่พี่เขามีน้ำใจซื้อมาฝากเรียบร้อยแล้ว ฝนทิพย์ก็เดินไปซื้ออาหารปลาจากทางบ้านพักมาให้ปลาให้สระกิน (เป็นการส่งต่อน้ำใจจ้า ฝนได้รับน้ำใจจากพี่แป๋งมา ก็ส่งต่อน้ำใจฝนไปให้ปลา….เน๊อะๆ) ระหว่างที่กำลังให้อาหารปลาอยู่นั้น ก็มีคู่หนุ่มสาวคู่นึงมายืนดูปลาด้วย จึงได้โอกาสทักทายทำความรู้จักกัน เลยรู้ว่าพวกเขาเป็นนักศึกษา คณะสถาปัตย์ มาจากเยอรมนี ก็น่ารักดีทั้งคู่เลย ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ดูลักษณะแล้วก็พอจะเหมือนพวกเด็กถาปัตย์อยู่ เพราะแม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการท่องเที่ยว พวกชีก็พวกพาสมุดร่างแบบ มานั่งร่างแบบกันเลยค่ะ (–‘’) จากนั้นพวกชีก็เล่าเกี่ยวกับชีวิตนักศึกษามหาลัยในเยอรมนีให้ฟัง คุยกันไปคุยกันมา แม่สาวก็ถามว่า

“ปลาในน้ำ ตัวโตๆหน่ะ เรียกภาษาอังกฤษว่าอะไรเหรอ”

งานเข้าเลยฝนทิพย์ คือ ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกันค๊า พอๆกันเลยภาษาอังกฤษของคนเยอรมันกะคนไทย 555 เราเลยหัวเราะกันใหญ่ ว่ามีคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานง่ายๆอีกหลายคำเลย ที่พวกเราไม่รู้ เฮ้ออออ

พวกชีกำลังจะนั่งรถไฟไปลพบุรีกันต่อ ฝนเลยแนะนำไปว่า

“เวลาถ่ายรูปลิง หรือเดินใกล้ๆลิง ก็ระวังของที่ถืออยู่ดีๆล่ะกัน เดี๋ยวจะโดนลิงมันจิ๊กเอาได้”

เดี๋ยวไว้มาเล่าของวันที่เหลือต่อนะคะ นี่เป็นรูปดอกบัวที่ถ่ายมาจากบ้านพักนะคะ

     

   “End each day with thoughts of peace.  Begin each day with
thoughts of peace.  Continue thinking thoughts of peace
throughout your precious day and happiness will be yours. ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s