5 วันอันแสนสงบในอยุธยา II

“For my part, I travel not to go anywhere, but to go. I travel for travel’s sake. The great affair is to move.” – Robert Louis Stevenson

วันที่ 3

อาหารเช้ากลางสระบัวเช่นเคยค่ะ (ขยันตื่นเช้าจริงๆเฟ้ย ^^) จากนั้นก็ต่อด้วย Eat Pray Love

“Imagine that the universe is a great spinning engine, you want to stay near the core of the thing……right in the hub of the wheel……not out at the edges where all the wild whirling take place, where you can get frayed and crazy. The hub of calmness…..that’s your heart. That’s where God live within you. So stop looking for answer in the world. Just keep coming back to that center and you will always find peace.”    – Sean ( Irish Yogic)

“ Keep mind and heart clean. Learn to smile even in your liver. This smile will make you beautiful woman. This will give you power of o be pretty. You can use this power……pretty power! to get what you want in life.”     – Ketut

“To find the balance you want, this is what you must become. You must keep your feet grounded so firmly on the earth. That it’s like you have four legs, instead of two. That way, you can stay in the world. But you must stop looking at the world through you head. You must look through your heart, instead.”

ช่วงบ่ายหลังจากเมื่อยล้า จากการอ่านหนังสือมาตลอดช่วงเช้า ฝนเลยสอบถามข้อมูลร้านอาหารจากพี่เจ (หลานเจ้าของบ้านพัก)

“พี่เจคะ แถบๆริมน้ำแถมนี้มีร้านอาหารน่านั่งๆบ้างมั้ยคะ”

“ไม่ค่อยจะมีนะ จะมีก็ตรงใกล้ๆท่าเรืออ่ะครับ พี่เคยไปนั่งอยู่ร้านนึง ชื่อร้าน The Old Place อาหารและบรรยากาศก็น่าจะโอเคอยู่ครับ”

ฝนขอบคุณพี่เจสำหรับข้อมูลสถานที่หาของใส่ท้องมื้อต่อไปของฝน จากนั้นก็ขอเช่าจักรยานของบ้านพักจากพี่แป๋ง

“เอาไปใช้ได้เลยหนู ไม่ต้องเช่าหรอก เลือกเอาว่าจะใช้คันไหน” พี่แป๋งบอกอย่างใจดี ฝนทิพย์ก็ดีใจลิงโลดเลยค่ะ ดีใจไม่ใช่เพราะว่าตัวเองได้ประหยัดตังค์ไป 30 บาท (ก็มีส่วนนิดนึง) แต่ดีใจและประทับใจต่อความมีน้ำใจของคนไทยค่ะ น่ารักจริงๆ

“ขอบคุณนะคะพี่แป๋ง (^_____________^)” และฝนก็เดินยิ้มหน้าบานไปเลือกจักรยานที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้าน

ปั่นจักรยานออกมาถึงประตูทางเข้าบ้านพัก ในช่วงวินาทีสุดท้ายฝนทิพย์ก็อดไม่ได้ที่จะตัดสินใจปั่นไปทัวร์รอบเมืองก่อนซักรอบ ครั้งนี้ไม่แวะเข้าไปชมโบราณสถาณค่ะ แค่ให้ได้ปั่นจักรยานผ่านเฉยๆก็พอใจแล้ว แดดก็ร้อนมากๆฝนทิพย์ก็สวยกล้า ท้าความดำเช่นเคย โหะโหะ ปั่นรอบเมืองโบราณเสร็จ ฝนก็ปั่นไปที่ท่าเรือ ไปจอดจักรยานฝากพี่เจ้าของร้านของชำแถวท่าเรือ

“จอดไว้เลยหนู ล็อคล้อด้วย แต่เดี๋ยวพี่ช่วงดูให้ครับ” ใจดีจริงๆเฟ้ยคนอยุธยาเนี๊ยะ ^^

จากนั้นฝนก็ไปเดินตามล่าหาร้าน The Old Place ซึ่งพี่เจให้ข้อมูลมา

โย่ว…..ในที่สุดก็เจอค่ะ (ไม่ได้หายากขนาดนั้น (–‘’))  The Old Place เป็นทั้งร้านอาหารและบ้านพักค่ะ ร้านอาหารก็อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเลย ก็นั่งทานอาหาร พร้อมๆทั้งมองดูเรือ Ferry ข้ามฟากไปมา และเรือบรรทุกสินค้าที่จะมีผ่านมาให้เห็นเป็นช่วงๆ ก็เพลินดีค่ะ สำหรับคนที่ไม่อยากทำอะไรมาก แค่อยากให้เวลาผ่อนคลายในวันหยุด

“So be lonely , Liz. Learn your way around loneliness. Make a map of it. Sit with it, for once in your life. Welcome to the human experience. But never again use another person’s body or emotions as a scratching post for your own unfulfilled yearnings.”

“Do not apologize for crying. Without this emotions, we are only robots.”

วันที่ 4

เพิ่งอ่าน Eat Pray Love มาได้ครึ่งเล่ม ต้องเร่งมือแล้วหล่ะฝนทิพย์ เพราะพรุ่งนี้ก็จะเดินทางกลับกรุงเทพฯและไปเพชรบุรีต่อแล้ว ฝนจึงตื่นตั้งแต่เช้า มานั่งทานอาหารเช้า และคุยกะคุณแม่สาวฝรั่งเศสต่อ เขาให้เล่าให้ฟังว่าเมื่อวานครอบครัวของเขาไปทำอะไรกันมาบ้าง จากนั้นก็กล่าวอำลากัน เพราะพวกเขากำลังจะนั่งรถไฟกลับกรุงเทพฯในเช้าวันนี้

พี่สาวฝรั่งเศสคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนตอนไม่มีครอบครัวชีก็ชอบเที่ยวคนเดียว พอมีลูกมีสามีก็เที่ยวกับครอบครัว มันก็มีสุขกันคนละแบบ ชีบอก

จากนั้นฝนทิพย์ก็ใช้เวลาของวันนี้ทั้งวันอ่านหนังสือจริงๆค่ะ อ่านอยู่ที่เปลญวณกลางสระบ้าง นั่งที่เก้าอี้บ้าง ขึ้นไปนอนอ่านอยู่บนเตียงในห้องพักบ้าง หลับไปบ้าง (กินยาแก้แพ้เข้าไป อาการหวัดที่เป็นมา 1 สัปดาห์แล้วเหมือนจะเริ่มมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ)  หลับไปได้ซักพักตื่นมาก็อ่านต่อ …..ทำตัวยังกะเด็กนักเรียนเตรียมสอบ (–‘’)

จนกระทั่ง 5 โมงเย็น เหลืออีกประมาณ 50 หน้าฝนทิพย์ประเมินแล้วว่าน่าจะจบทันภายในคืนนี้ เลยขอตัวออกไปเดินหาอาหารเย็นกินก่อน อาจารย์แนะนำข้าวผัดร้านฝั่งตรงข้ามบ้านพัก ฝนเลยเชื่ออาจารย์ กินข้าวผัดก็ได้จ้า แต่เมื่อฝนเดินไปถึงร้าน ปรากฎว่า ป้าท่านเก็บร้านแล้วค๊า ฝนจึงต้องลงเอยที่ ร้านข้าวต้มหมู ที่อยู่ใกล้ๆแทนท้องอิ่มแล้วก็เดินกลับบ้านพัก และไปที่ lobby เพื่อชำระเงินค่าที่พัก ห้องที่ฝนพักเป็นห้องคู่ จริงๆแล้ว ราคาคืนละ 250 บาท ฝนจ่ายไปแล้วคืนนึง เหลือค้างชำระอีก 3 คืนเป็น 750 บาท แต่พี่แป๋งคิดแค่ 700 และได้โยเกิร์ตมากินฟรีด้วย แถมพี่แป๋งยังหันไปบอกอาจารย์

“พรุ่งนี้ฟรีอาหารเช้าให้น้องเขาด้วยนะ” เนื่องจากพี่แป๋งต้องกลับกรุงเทพวันนี้ เลยต้องบอกอาจารย์เอาไว้ก่อนจากนั้นพี่เขาก็หันมาบอกฝน “พรุ่งนี้น้องมาทานอาหารเช้าฟรีนะคะ”

“ขอบคุณนะคะ” (^_____________^) ฝนทิพย์ยิ้มหน้าบ้านตอบ และยังคงเดินยิ้มหน้าบาน

จากนั้นก็ไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ศาลากลางน้ำค่ะ ฝนตกหนักมากๆ หนักจริงๆ มีละอองฝนโปรยมาปะทะตัวให้เย็นเล่นเบาๆ (ไม่เจียมตัวเองซะเลยว่า กำลังเป็นหวัดอยู่ เฮ้อ) ฝนก็นอนอ่านหนังสือ อย่างมีความสุขท่ามกลางละอองฝนต่อไป  ซักพักก็มีหนุ่มญี่ปุ่นมานั่งที่โต๊ะข้างๆ ฝนก็ตกหนักมาก หน้าชีก็ดูงงๆ ก่อนเดินขึ้นห้องฝนจึงแวะทักทายชี และถามชีว่า

กินข้าวเย็นยัง ชีพูดอังกฤษไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่อ่ะค่ะ แต่พอคุยกันรู้เรื่อง ชีก็บอกว่ายังไม่ได้กินเลย ฝนตกอยู่ออกไปข้างนอกไม่ได้อ่ะ

“เดี่ยว I ไปขอยืมร่มของ guesthouse ให้” ฝนบอกชี

ชีก็เดินตามหลังฝนมาที่ labby ฝนเลยขอยืมร่มจากพี่แป๋งให้ชี

“ไปกินข้าวด้วยกันมั้ย” ชีถาม

“อ้อ ไม่เป็นไร I กินเรียบร้อยแล้ว”

“โอเค งั้นขอบคุณนะ” ชีบอกและเดินผ่าสายฝนออกไป

ฝนทิพย์ ก็กลับขึ้นบ้านไปอ่านหนังสือต่อค่ะ

ชอบบทสนทนาตอนนี้มากเลยค่ะ เป็นการบอกรักที่ซึ้งแบบมีเหตุผลเว้อๆ ถ้ามีคนมาบอกแบบนี้ ฝนรักตายเลย 555 ^^

Felipe บอก Liz

“Here’s the truth…..I’m wildly in love with you. I mean that in a completely hypothetical way of course. Look, I’m fifty-two years old. Believe me, I already know how the world works. I recognize that you don’t love me yet the way I love you, but the truth is that I don’t really care. For some reason, I feel the same way about you that I felt about my kids when they were small-that it wasn’t their job to love me, it was my job to love them. You can decide to feel however you want to, but I love you and I will always love you. Even if we never see each other again, you already brought me back to life, and that’s a lot. And of course, I’d like to share my life with you. The only problem is, I’m not sure how much of a life I can offer you in Bali.”

ในที่สุดภารกิจ Eat Pray Love ก็สิ้นสุดตอน 3 ทุ่มกว่าๆ เหมือนตัวจะร้อนๆ หัวจะหนักๆ อ๊ะ ซะง้าน ยิ่งกินยา ยิ่งอาการหนักขึ้น อะไรฟะเนี๊ยะ ตอนแรกแค่ไอ จากนั้นมีเสมหะ มีน้ำมูก ตอนนี้เริ่มมีไข้ซะง้าน …..ขอบคุณนะ (–‘’) แต่ไม่เป็นไร ฝนทิพย์ซะอย่าง แค่เป็นหวัดจิ๊บๆ (ปรากฎว่า เป็นหวัดต่อไปอีก 2 สัปดาห์กว่าจะหาย 555 )

อีกซักหน่อยนะคะ ประโยคที่ฝนประทับใจจากหนังสือค่ะ

“It is better to live your own destiny imperfectly than to live an imitation of somebody else’s life with perfection.”              -Bhagavad Gita ( Ancient Indian Yogic)

“Our whole business therefore in this life is to restore to health the eye of the heart whereby God may be seen.”               -Saint Augustine

“Prayer is the act of talking to God, while meditation is the act of listening.”

“Your emotions are the slaves to your thoughts, and you are the slave to your emotions.”

“There’s a reason they call God a presence-because God is right here, right now. In the present is the only place to find him and now is the only time.”

“You should never give your self a chance to fall apart because, when you do, it becomes a tendency and it happens over and over again. You must practice staying strong, instead.”

วันที่ 5

ตื่นเช้ามาทานอาหารเช้าฟรี เดินไปอัด clip ของสระบัวนิดหน่อย เจอหนุ่มญี่ปุ่นคนเมื่อคืนพอดี ชีเลยขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และแลกเปลี่ยน email กัน

“ tag รูปมาทาง facebook ให้ด้วยล่ะกันนะ” ^^ ฝนบอกชีไป

จากนั้นฝนก็เดินไปไหว้ลาอาจารย์

“แล้วว่างๆก็กลับมาเที่ยวอีกนะ” อาจารย์บอก

ฝนเดินออกจากบ้านพักผ่าน Farang Street เพื่อไปนั่งเรือข้ามฝาก และเดินไปสถานีรถไฟ เส้นทางเดิมกะตอนที่เดินมานั่นแหละค่ะ แต่เดินกลับจะง่ายหน่อย เพราะรู้จักเส้นทางแล้ว ระหว่างที่ฝนทิพย์เดินผ่าน  Farang Street ก็มีพวกพี่ๆตุ๊กๆทักทาย

“Where are you from?” พี่เขาถาม

ฝนได้ยินแล้วเลยยิ้มกว้างๆ หันไปตอบพี่เขาว่า

“หนูเป็นคนไทยค่ะ”

“อ้าว นึกว่าฟิลิปปินส์” พี่เขาบอก ฝนก็เดินต่อไป พี่เขาก็ตะโกนตามหลังมา

“Where are you going?!!!”

นั่น เอากะพี่เขา 555 ฝนก็เดินขำๆไปนั่งเรือ จากนั้นก็ขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพได้แบบฉิวเฉียวมากๆ คือตอนที่ฝนทิพย์เดินไปถึงช่องซื้อตั๋ว รถไฟก็เข้าเทียบชานชลาพอดี พี่คนขายตั๋วก็รีบๆยื่นตั๋วให้ และบอกให้รีบเดินไปขึ้นรถไฟ

สรุปว่า trip นี้ก็ได้ความประทับง่ายๆในอีกรูปแบบนึงค่ะ และก็ได้ข้อคิดว่า

“บางครั้งการค้นหาตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางเป็นระยะทางยาวไกล

แต่แค่การนั่งอยู่กับตัวเองนิ่งๆก็พอ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s