Do you think things happen in life because they are meant to?

“Every new day is another chance to change your life.”

ฝนเป็นคนที่ค่อนข้างจะเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเราแต่ละคนนั้น เกิดมาจากผลของการตัดสินใจและการกระทำของตัวเราเอง แต่ก็มีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่ทำให้ฝนตระหนักได้ว่า บางสิ่งบางอย่างสามารถเกิดขึ้นเหนือความคาดหวัง เราทำได้แค่รับรู้ว่า…ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่มีเหตุผลในตัวของมันเอง

เรื่องมีอยู่ว่า ย้อนไปเมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน ฝนตัดสินใจ backpack ไปเที่ยวจีนคนเดียว และระหว่างที่ฝนกำลังรอต่อรถจากชายแดนไทย-ลาว (ห้วยทราย) ไปชายแดนลาว-จีน(บ่อเต็น) ฝนได้ไปแวะนั่งทานอาหารเช้าอยู่ที่ guesthouse เล็กๆที่ห้วยทราย ระหว่างที่ฝนทิพย์กำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับขนมปังฝรั่งเศสสไตล์ลาวอยู่ ก็มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคนนึงซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักนั้น แวะมาทักทายและคุยด้วย เนื่องด้วยเขาสามารถพูดไทยได้นิดหน่อยเราจึงพูดภาษาไทยกัน ก็คุยกันประมาณ 10 นาทีฝนทิพย์ก็ต้อง say goodbye และออกเดินทางต่อ

5 เดือนต่อมา นักท่องเที่ยวคนนั้นส่งเมลล์มาบอกว่ากำลังจะมาเที่ยวประเทศไทย หลังจากบินจากโตเกียวไปมาเลเซีย แล้วจะแวะมาหา ฝนเลยส่งเมลล์กลับไปบอกว่า ฝนไม่ได้อยู่ในกรุงเทพนะ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่เพชรบุรี เขาก็บอกว่า เพชรบุรีก็ได้ เดี๋ยวจะแวะมาเยี่ยม และเขาก็มาจริงๆค่ะ! พร้อมทั้งพาเพื่อนสาวสวยชาวฝรั่งเศสมาด้วย อ้อ ลืมบอกชื่อไป เพื่อนชาวญี่ปุ่น ชื่อ Tai ค่ะ (Tai ไปรับเพื่อนชาวฝรั่งเศส ชื่อ Vio มาจากสุวรรณภูมิตอนตี 2  จากนั้นก็พากันนั่งรถไฟตรงมาแวะหาฝนที่เพชรบุรี ) และเนื่องด้วยฝนต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์มีวันหยุดแค่วันเดียว ฝนจึงทำได้แค่เพียงพาพวกเขาเดินเล่นรอบๆเมืองเพชรบุรี และเดินขึ้นไปบนเขาวัง (ฝนทิพย์จ่าย 20 บาท แต่เพื่อนต้องจ่าย 150 โหะโหะ ^^) จากนั้นเราก็มานั่งดื่มและกินเค้กฉลองวันเกิดให้ Tai กันที่บาร์เล็กๆไม่ห่างจากบ้านพักของพวกเขา จากนั้นดึกๆเราก็กอดลากัน เพราะในวันรุ่งขึ้นฝนทิพย์ก็ต้องตื่นมาทำงานตอน 7 โมงเช้าตามปกติ ส่วน Tai และ Vio จะเดินทางต่อไปหาดบ้านกรูด ก่อนที่ Vio จะนั่งรถไฟต่อไปมาเลเซีย

อ้อ ลืมบอกไป Tai และ Vio ก็บังเอิญเจอกันตอนที่พวกเขาเดินทางท่องเที่ยวอยู่บนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย จากนั้นก็เจออีกครั้งที่โตเกียว Tai เล่าให้ Vio ฟังว่าฝนกับเขาเจอกันแค่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้นที่ห้วยทราย Vio ก็แปลกใจใหญ่ บอกว่า พวกเราดูเหมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานานพอสมควรแล้ว (^^)

หลังจากกล่าวอำลาพวกเขาคืนนั้น ฝนทิพย์ก็ทำงานตามปกติก็ตัวเองไป แต่ก็มักจะได้รับเมลล์บอกข่าวคราวว่าพวกเขากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหนเสมอ

1 เดือนต่อมา Tai ส่งเมลล์มาบอกว่าเขาอยู่ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว และก็เม้าว่าตัวเองกำลัง enjoy เบียร์ลาวอยู่ ฝนจึงบอกเขาว่าฝนก็คิดถึงเบียร์ลาวเหมือนกัน เขาจึงบอกว่า “งั้นเดี๋ยว Iจะซื้อเบียร์ลาวไปฝาก you” ที่เพชรบุรี และเขาก็ทำจริงๆค่ะ ! 1 สัปดาห์ต่อมาเขาก็โทรมาหาบอกว่า ตอนนี้อยู่ที่เพชรบุรีแล้วนะ อยู่ที่บ้านพักเดิม มาหาหน่อยได้มั้ย ฝนก็ไปหาเขาที่บ้านพัก และก็มีเรื่องน่าเซอร์ไพรส์ค่ะ Vio อยู่ ณ ที่นั้นด้วย เธอบอกว่าเธอเกิดติดเชื้อที่หู เลยไปดำน้ำมาเลเซียไม่ได้ เลยกลับมาไทยเร็วกว่ากำหนด พอรู้ว่า Tai จะมาหาฝนอีก เธอจึงมาด้วย แต่พวกเขาไม่ได้มาด้วยกันนะคะ Tai นั่งรถไฟมาจากลาว ส่วน Vio เพิ่งกลับมาจากอยุธยา (ไปเจอน้ำท่วมมา) คืนนั้นเราก็เลยนั่งเม้ามอยกัน เคียงค้างแก้วเบียร์ลาว ที่ต่ายอุตส่าห์หอบมาฝาก ^^

และเราก็ต้องกล่าวอำลากันอีกครั้ง Vio กำลังบินไปเนปาลภายในอีก 2 วัน เธอบอกว่าถ้าเธอหาคนที่ตะแต่งงานด้วยได้ เธอจะส่งการ์ดมาเชิญไปงานแต่งเธอ อ้อ Vio อายุ 31 ปีเป็นวิศวกรสาวสวยที่ยังโสด เธอลางานเพื่อท่องเที่ยวรอบโลกเป็นเวลา 1 ปี เจ๋งไปเลยป๊ะล่ะ กลับไปก็สามารถทำงานตำแหน่งเดิมได้ โชคดีจริง

Tai บอกฝนว่าสัปดาห์หน้าเขากำลังจะไปมาเลเซีย เพื่อบินจากมาเลเซียไปอินโดนีเซียอีกครั้ง (ชีชอบอินโดนีเซียมากๆ พูดอินโดได้ซะด้วย) ฝนเลยบอกว่า โอเค บางทีเราอาจจะเจอกันอีกครั้งก่อนเขาไปมาเล เขาเลยบอกว่างั้นเดี๋ยวเขาจะรออยู่ที่บ้านกรูดที่เขาเคยพา Vio ไปเที่ยวเพราะที่นั่นชายหาดสวยมาก และที่สำคัญนักท่องเที่ยวไม่เยอะ ก็เป็นอันตกลงว่า หลังจาก Tai ส่ง Vio ที่สุวรรณภูมิเรียบร้อยแล้ว เขาจะไปพักผ่อนรอฝนอยู่ที่บ้านกรูด

ดังนั้นวันเสาร์ที่ 8 ตุลา ฝนทิพย์ก็จัดการลางานค่ะ ! ออกจากที่พักประมาณ 9 โมงไปนั่งรอรถไฟขบวน 255 จะมาถึงเพชรบุรีตอน 10.30 am ฝนทิพย์ก็ขอไปก่อนเวลาเล็กน้อยค่ะ ไปนั่งอ่านหนังสือรอเล่นๆ และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นค่ะ จากที่จะนั่งอ่านหนังสือเล่นๆเห็นทีจะต้องนั่งอ่านหนังสือจริงจังเลยหล่ะค่ะ เพราะรถไฟจะมาช้าไป 3 ชั่วโมง!!!! ใช่ค่ะ 3 ชั่วโมง ฟังไม่ผิดแน่ๆ นั่นคือฝนทิพย์จะต้องนั่งรอรถไฟไปจนถึงบ่ายโมงครึ่ง แรงจริงๆรถไฟไทย (–‘’)

กว่าฝนจะไปถึงบ้านกรูดก็ห้าโมงกว่าแล้ว เจอ Tai หน้าตาเหนื่อยล้า บอกว่ามานั่งรอฝน 5 ชั่วโมงแล้ว 555 น่าสงสารจริงๆ

เราก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายเป็นพิเศษนอกจากนั่งดื่มเบียร์และเม้ามอย วันรุ่งขึ้นฝนก็ตื่นแต่เช้า ออกไปเดินเล่นที่ตลอดตอนเช้าใกล้ๆสถานีรถไฟ (Tai ท้องเสียบอกว่าขออยู่ที่ห้องแล้วกัน และอีกอย่างอยากให้ฝนได้ใช้เวลาพักผ่อนสงบๆคนเดียวด้วย) ฝนทิพย์ก็ใช้เวลาช่วงครึ่งวันเช้าเดินเล่นริมชายหาด และนั่งชมความงามของทะเลค่ะ ช่างโชคดีจริงๆค่ะ ที่วันนี้อากาศดีจริงๆ น้ำทะเลเป็นสีน้ำเงิน ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า มีปลาตัวเล็กตัวน้อยกระโดดเล่นน้ำ ทำให้ฝนยิ้มได้ทุกครั้งที่เห็น มีกลุ่มนกอพยพบินผ่านมาให้เห็นอยู่เป็นช่วงๆ คุณพี่เจ้าของร้านอาหารที่ฝนนั่งดื่มกาแฟอยู่บอกว่า พวกนกจะบินผ่านมาให้เห็นได้ทุกปี ก็นั่งชมความงามของธรรมชาติรอบตัวไป ประมาณเที่ยงก็เดินกลับบ้านพักเพื่อ check out และพบ Tai ฝนต้องนั่งรถทัวร์กลับตอนบ่าย 2 ดังนั้นเราจึงนั่งคุยกันต่ออีกซักครู่ก่อนที่ Tai จะเดินมาส่งฝนขึ้นรถทัวร์กลับเพชรบุรี ส่วนตัวเขาจะไปนั่งรถไฟไปมาเลเซียในวันรุ่งขึ้น

ค่ะ และนั่นก็เป็นเรื่องเกริ่นนำก่อนที่ฝนจะเล่าเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่เกิดขึ้นกับฝนหลังจากนั้นค่ะ

ฝนพบ Tai ที่ลาว พบกันอีกครั้งที่เพชรบุรี พร้อมทั้งทำให้ฝนได้พบเพื่อนใหม่คือ Vio และพบกันอีกครั้งที่เพชรบุรี enjoy beerlaos together และพบกันอีกครั้งที่บ้านกรูด ทุกครั้งที่เราพบกัน Tai มักบอกว่า มันช่างมหัศจรรย์จริงๆที่เราพบกันอีกครั้ง หลังจากที่เราได้คุยกันแค่ 10 นาทีในห้วยทราย ฝนก็เห็นด้วยกับเขาค่ะ บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเอง และเรื่องที่ฝนจะเล่าต่อ นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เกิดขึ้นจากการที่ฝนได้เป็นเพื่อนกับ Tai ค่ะ

ฝนโบกมืออำลา Tai ผ่านกระจกรถทัวร์ รู้สึกมั่นใจว่า เราจะได้เจอกันอีกแน่นอน ไม่ปีหน้า ก็ปีหน้าโน้น หรือปีหน้าๆๆๆๆ แต่เราจะได้เจอกันอีกแน่นอน ระหว่างที่กำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ฝนก็เพิ่งจะตระหนักขึ้นได้ว่า seat no. ของรถทัวร์ที่ Tai จองให้ฝนคือ เก้าอี้เลขที่ 13 (Lucky number, isn’t it?) ดังนั้นจึงคงจะไม่แปลกที่จะมีบางสิ่งบางอย่างดีๆเกิดขึ้นกับฝนจากการนั่งรถทัวร์ครั้งนี้ (^^)

ฝนรู้ตัวเองอยู่เสมอว่า เป้าหมายของชีวิตการทำงานของฝนก็คือ ฝนอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือคนยากไร้ คนที่กำลังยากลำบาก (ฝนค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเองข้อนี้ตั้งแต่ฝนเรียนอยู่มัธยม) ฝนชอบสายงานด้านสุขภาพ ฝนอยากช่วยมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อช่วยให้คนยากไร้ได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น ให้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง แต่ปัญหาก็คือ ฝนไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ตัวเองได้ว่า “แล้วฝนจะทำอะไรล่ะ ถึงจะตอบความต้องการเหล่านั้นของตัวเองได้” ฝนควรจะเรียนต่อด้านสุขภาพเหมือนเดิม หรือ อาจจะผันไปเรียนด้านรัฐศาสตร์ หรือการบริหารการจัดการ ฝนควรจะทำอะไรดี ………และการนั่งรถทัวร์จากบ้านกรูดกลับเพชรบุรีครั้งนี้ ทำให้ฝนได้คำตอบที่ชัดเจนกับตัวเองค่ะ

Do you think things happen in life because they are meant to?

หลังจากโบกมือ bye bye กลับ Tai เรียบร้อยฝนทิพย์ก็นั่งที่เก้าอี้หมายเลข 13 ของตัวเอง เป็นที่นั่งติดริมหน้าต่าง ที่นั่งหมายเลข 14 ข้างๆฝนไม่มีผู้โดยสาร รถทัวร์ออกมาจากบ้านกรูดได้ซักพัก ก็จอดริมถนนแวะรับผู้โดยสาร ฝนมองออกไปจากที่ตัวเองนั่ง เห็นฝรั่งคนนึงกำลังก้มหัวไหว้อำลาคุณยายคนไทยแก่ๆคนนึง ฝนทิพย์ก็อดประทับใจอยู่ในใจไม่ได้ เพราะเขาไหว้ได้นอบน้อมมากๆ สามารถรับรู้ได้จากการไหว้ของเขาว่าเขาเคารพคุณยายท่านนั้นมากแค่ไหน และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นค่ะ เขาคือผู้โดยสารที่นั่งหมายเลข 14 ข้างๆฝนนั่นเอง ฝนทิพย์ก็ทำการประเมินสถานการณ์ประมาณ 3 นาที เขามีหนังสือที่น่าอ่านอยู่ในมือ 2 เล่ม พร้อมทั้งจดหมายเก่าๆอีกประมาณ 30 ฉบับ  ทำให้ฝนทิพย์พอคาดเดาออกว่าผู้ชายคนนี้คงอยู่ในไทยมาซักพักใหญ่ๆแล้วหล่ะ ฝนจึงถามเขาว่า “กลับบ้านเหรอคะ?” “เปล่า กำลังไปแก่งกระจาน” เขาตอบ “you อยู่เมืองไทยนานยัง…….10 ปี?” ฝนถามต่อ “6 ปี ……ทำไม you รู้ว่า I อยู่เมืองไทยนานแล้ว” “ดูจากลักษณะเอา” ฝนก็ตอบเล่นๆไป จากนั้นฝนก็จำไม่ได้แล้วว่า ฝนถามอะไรเขาไปบ้าง จำได้แค่ว่า เขาถามฝนว่า “ทำไมทุกคำถามของ you จะต้องเป็นคำถามที่ต้องมีคำตอบยาวๆ” พูดแล้วเขาก็ยิ้ม ถามไปถามมา กลายเป็นว่าเราคุยกันเป็นเวลา 4 ชั่วโมงตั้งแต่บ้านกรูดจนถึงท่ายาง และเรื่องราวของผู้ชายคนนี้และภรรยาของเขานี่เองที่ทำให้ฝนได้คำตอบที่ชัดเจนแก่ตัวเอง ว่าสิ่งที่ฝนจะทำต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้คืออะไร

เรื่องราวของ John ค่ะนั่นคือชื่อของเขา ถูกถ่ายถอดจากปัจจุบันไปยังอดีต ประโยคแรกๆที่เขาเล่าให้ฝนฟังคือ “ภรรยาของ I เพิ่งเสียชีวิตเมื่อ 2 เดือนก่อน” เป็นประโยคบอกเล่าดื้อๆที่ทำเอาคนฟังอย่างฝน ต้องชะงักไปชั่วขณะ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดหรือแสดงออกอย่างไรดี พร้อมทั้งรับรู้ได้ว่าจดหมายเก่าๆของมือที่ John กำลังถืออยู่นั้น คงเป็นจดหมายของภรรยาเขาแน่ๆ “ เราแต่งงานกันที่บ้านกรูด เมื่อ 10 กว่าปีก่อน”  John เล่าต่อ “แต่จริงๆแล้วเรามีงานแต่งงานกัน 4 ครั้งหล่ะ ครั้งแรกที่อเมริกา ครั้งที่สองที่บ้านกรูด (บ้านเกิดภรรยาเขา) ครั้งที่สามที่อเมริกาอีกครั้ง เพราะแม่ของ John ต้องการ เธอบอกว่างานแต่งครั้งแรกยังไม่ได้ตัดเค้กว่างั้นและครั้งที่สี่ที่บ้านป้าของ John  ฝนว่ามันคงจะเป็นการที่จะเข้าใจได้ง่ายกว่าถ้าฝนจะนำเรื่องราวของ John มาถ่ายถอดใหม่โดยการเรียบเรียงเรื่องราวตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าในขณะที่ฝนสนทนากับเขาอยู่นั้น เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจะกลับย้อนไป ย้อนมา ขึ้นอยู่กับคำถามที่ฝนถามเขาไป หรือ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาอยู่ๆก็อยากจะเล่าให้ฝนฟัง มีบางคำถามที่คำตอบที่ออกมาจากปากของ John นั้น ทำให้ฝนมีความรู้สึกตื้นตันอยู่ในใจ มีบางขณะที่เรื่องราวชีวิตของเขาที่เขากำลังเล่าให้ฝนฟังนั้น ทำให้ฝนรับรู้ได้ถึงน้ำใสๆที่แอบเอ่ออยู่ในตาของตัวเอง นี่เป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะของพวกเรา human ค่ะ นั่นคือเราสามารถจินตนาการความรู้สึกของผู้อื่นในเหตุการณ์ที่เราไม่ได้ประสบพบเจอด้วยตัวเองได้ เหมือนเช่นฝนสามารถรู้สึกเศร้าได้เมื่อจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ John กำลังเจออยู่ เป็นต้น พูดง่ายๆคือ มนุษย์เรามีความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่น้อยคนนักที่จะใช้ innate ability ของตัวเองข้อนี้ เพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับความคิดความรู้สึกของตัวเอง จนลืมไปว่าคนอื่นเขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน

เรื่องราวของ John มีอยู่ว่า ขณะที่เขาอายุประมาณ 20  หลังจากเป็นอาจารย์สอนอยู่ในโรงเรียนเอกชนซักพักนึง เขาก็รู้สึกว่าตัวเองอยากออกไปจากอเมริกา ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่อเมริกา เขาจึงเอาแผนที่มากาง และดูเอาจากเส้นแบ่งเขตเวลา และเขาก็ตัดสินใจว่าเขาจะเดินทางไปอีกด้านนึงของซึกโลกนั่นคือ เส้นแบ่งเขตเวลาที่พาดผ่าน จีน ลาว ไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ในขณะนั้นคนจีนไม่ค่อยที่จะชอบฝรั่ง ลาวก็คงไม่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย สังคมก็แปลกไปหน่อย เขาเลยตัดสินใจเลือกประเทศไทย และเริ่มบอกญาติๆว่าเขาจะเดินทางไปประเทศไทย ทั้งที่ในขณะนั้น เขาไม่รู้อะไรซักอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยเลย และเรื่องไม่คาดฝันก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อเขาเริ่มบอกคนรอบๆข้างว่าเขาจะเดินทางไปไทย (เกือบ 30 ปีก่อน) ก็เริ่มมีคนบอกเขาว่า ญาติของพวกเขา หรือเพื่อนบ้านของญาติของพวกเขา มีคนรู้จักอยู่ในไทย และเริ่มให้ contact แก่ John จนในที่สุด John ก็ลาออกจากงาน เดินทางมาไทย ในขณะนั้นเขาอายุ 20 ปี มาถึงประเทศไทยโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปดี เขาได้ส่งจดหมายไปยัง UN บอกว่าเขาต้องการทำงานในค่ายผู้อพยพของเขมร แต่ UN ตอบกลับมาว่า John ยังเด็กไป และไม่มีประสบการณ์อะไรเลย พวกเขาต้องการคนที่มีประสบการณ์เท่านั้น John เลยเคว้งอยู่ขณะนึง จนมีเพื่อนคนนึงบอกเขาว่า “you ก็ไม่จำเป็นต้องมีงานทำตอนนี้ ก็แค่เดินทางไปที่ค่าย แล้วเดี๋ยวก็มีงานให้ทำเอง” และ John ก็ทำอย่างนั้นจริงๆค่ะ เขาเดินทางไปที่ค่ายผู้อพยพที่สระแก้ว และบอกแก่หัวหน้าค่ายว่า “you ไม่ต้องจ้าง I ก็ได้ I แค่ต้องการทำงานที่นี่ ให้เป็นอาสาสมัครก็ได้” แต่หัวหน้าค่าย ณ ตอนนั้นบอกว่า “I ไม่อยากให้ปัญหาด้านการเงินทำให้คนต้องลาออกจากงานที่นี่” เขาจึงตัดสินใจจ้าง John โดยให้เงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท เมื่อคิดเป็นเงินเมื่อ 20 กว่าปีก่อนก็ถือว่าโอเคอยู่ ไม่มากไม่น้อย “กฎของค่ายคือ คนที่ทำงานอยู่ที่ค่ายกักกันทุกคน ต้องเดินทางออกจากค่ายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ทุกๆ เดือน เพราะถ้าใช้ชีวิตอยู่ในค่ายเป็นเวลานานไป  you จะเริ่มเครียด เครียดจัด และมีความคิดแง่ร้ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น you ต้องออกไปเที่ยวนอกค่ายทุกเดือน” หัวหน้าของ John บอกกฎค่ายแก่เขาก่อนที่เขาจะเริ่มงาน

และที่ค่ายกักกันนี่เอง ที่ทำให้ John ได้พบกับเธอคนนั้น ภรรยาของเขา…… Jiff   Jiff ทำงานให้แก่ NGO อยู่ในค่ายผู้อพยพแห่งนั้น เธอจบพยาบาล จากมหิดล แต่ไม่อยากทำงานในโรงพยาบาล และเลือกที่จะทำงานในค่ายผู้อพยพ ฟังจากลักษณะที่ John พูดถึงภรรยาของเขาดูเหมือนเขาจะรักและให้เกียรติภรรยาของเขามาก “เธอ smart กว่า I มากๆ” เขาบอก John ทำงานร่วมกับ Jiff อยู่ช่วงนึง จากนั้น Jiff ก็ย้ายไปทำงานที่ค่ายกักกันค่ายอื่น ที่เชียงคำ เชียงราย และกลับมาที่เดิมที่สระแก้วอีกครั้ง “ I ดีใจมากๆในตอนนั้นที่ Jiff กลับมาทำงานที่เดียวกันอีก แต่ไม่นาน I ก็ตัดสินใจกลับบ้าน หลังจากทำงานอยู่ในค่ายผู้อพยพมา 3 ปี มันนานเกินไปแล้ว I เริ่มรู้สึกเครียดและรู้ตัวว่า มันถึงเวลาต้องไปแล้ว I จึงเดินทางกลับ Chicago” ในตอนนั้นJiff ต้องการเรียนต่อปริญญาโทสาขา International Health อยู่ John เลยยุให้เธอไปเรียนที่อเมริกา ที่ก็พบว่า University of Washington DC เปิดสอนโปรแกรมนี้อยู่ Jiff จึงสมัครและก็ได้รับการตอบรับเข้าเรียนจากมหาลัย “ตอนที่ I เอาคะแนน TOEFL ของ Jiff ไปยื่นที่มหาลัย พวกเขาบอกว่าคะแนนของเธอยังไม่ได้พอ I จึงเล่าให้พวกเขาฟังว่า Jiff มาจากครอบครัวที่คนในครอบครัวจบแค่ ป. 6 และเธอก็เรียนภาษาอังกฤษจากการทำงานกับคนต่างชาติในค่ายผู้อพยพชาวเขมร เธอไม่ได้เรียนและท่องจำมาจากหนังสือ โอเคแกรมม่าเธออาจจะไม่ได้ถูกต้องอะไรมาก แต่เธอจะสามารถเรียนที่นี่ได้แน่ๆ บางทีการที่ I มีโอกาสได้อธิบายให้พวกเขาฟังเกี่ยวกับ Jiff อาจจมีส่วนช่วยก็ได้” John บอกและเลยถือโอกาสแนะนำฝนว่า มันจะเป็นการดีถ้าฝนมีคนรู้จักในประเทศที่ฝนอยากจะไปเรียนอยู่ บางทีพวกเขาอาจมีส่วนช่วยได้บ้าง

หลังจาก Jiff จบปริญญาโท International Health พวกเขาก็แต่งงานกัน แต่ในขณะเดียวกัน Jiff ก็ได้รับการวินิจฉัยจากหมอว่า ตัวเองเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่ง ซึ่งการอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น John และ Jiff จึงตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่เมกา จนกระทั่ง 6 ปีก่อน หลังจากที่รู้สึกได้ว่า ตัวเองคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน Jiff จึงตัดสินใจ กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย พวกเขาซื้ออพาร์ทเมนท์อยู่ในกรุงเทพ “เธอไม่อยากกลับไปอยู่ที่บ้านที่บ้านกรูด เพราะถ้าเธอทำอย่างนั้น ก็จะกลับกลายเป็นว่าเธอต้องเป็นภาระให้แม่ต้องดูแลอีกครั้ง เราจึงอยู่ในกรุงเทพและจ้างคนมาดูแลเธอแทน” John เล่า ในช่วงแรกๆ John ก็ไม่ได้ทำงานอะไร เพราะในตอนนั้นเขาคิดว่า Jiff คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เขาแค่อยากให้เวลาอยู่กับเธอ แต่กลายเป็นว่า อาการของเธอก็ดีขึ้น (ตอนนี้เธอตัดผมสั้นแล้ว เพื่อให้ง่ายต่อคนที่ต้องช่วยดูแลเธอ) Jiff เริ่มบอกให้ John ไปทำงาน และเธอก็จัดการติดต่อกับกระทรวงสาธารณะสุข เพื่อให้ John ได้เข้าไปทำงานที่นั่น โดยใช้ปริญญาของเธอจากเมกาเป็นตัวช่วย “ I ไม่รู้อะไรซักอย่างเกี่ยวกับงานด้านนี้ แต่นี่เป็นความฝันของ Jiff เธอบอกว่าถ้าทำงานอยู่ในค่ายเธอจะช่วยได้แค่คนกลุ่มเล็กๆ แต่ถ้าเธอได้เข้าไปทำงานในกระทรวงสาธารณะสุข เธอจะสามารถช่วยเหลือคนได้หมู่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ตามแถบชายแดน ดังนั้น I จึงช่วยสานฝันเธอต่อโดยเข้าไปทำงานที่กระทรวง หลังเลิกงาน I ก็จะนำเรื่องที่ I ไม่เข้าใจกลับมาถาม Jiff ที่บ้าน เธอก็จะช่วยอธิบายให้ I ฟัง”  John ทำงานอยู่ที่กระทรวงสาธารณะสุขในตำแหน่ง Public Health Information Specialist “พวกเขาไม่รู้ว่าจะเรียกตำแหน่งของ I อะไรดี จึงคิดชื่อนี้ขึ้นมา คือจริงๆแล้วมันไม่มีตำแหน่งนี้หรอก” เขาบอก จากนั้น John ก็เริ่มต้นทำงานในกระทรวงสาธารณะสุข ในขณะที่ Jiff ก็อยู่รักษาตัวที่บ้าน จนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อน “ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนปกติทุกวัน เราพูดคุยกันตอนเย็น Jiff เข้านอนตอนค่ำ แต่ที่แตกต่างไป เช้าขึ้นมาเธอไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย บางทีเธออาจจะไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำไปว่า ตัวเองจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า” John เล่า “มันเป็นการเสียชีวิตที่ทุกคนคาดหวังว่าตัวเองจะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อุบัติเหตุการณ์เฉียบพลัน ดังนั้นเราจึงมีเวลาให้ร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว และเธอก็จากไปอย่างไม่ทรมานมาก ดังนั้น I จึงไม่ได้ suffer มากเช่นกัน” เขาเล่าต่อ

ค่ะ และนั่นคือเรื่องราวชีวิตของ John และ Jiff ทั้งสองพบรักกันค่ายอพยพเขมรเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตกหลุมรักกัน ช่วยเหลือให้กันและกันมีชีวิตการทำงานที่ดี แต่งงานกัน ต่อสู้ต่อโรคร้ายของ Jiff เคียงข้างกัน ถึงแม้ว่า Jiff จะไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องราวของเธอจะยังอยู่ต่อไป อย่างน้อยๆที่สุดก็ในความทรงจำของ John และในตอนนี้ ในใจของฝนด้วย เรื่องราวการทุ่มเทพลังกายพลังใจของตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เรื่องราวความพยายามที่จะได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการเพื่อนำความรู้มาพัฒนาสังคม “ในตอนที่ Jiff สมัครเข้าเรียนที่ Washington เธอก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะหาเงินค่าเล่าเรียนมาจากไหน แต่ยังไงก็ต้องมีหนทางแน่ๆ เธอเชื่ออย่างนั้น” John บอก ดังนั้นถึงแม้ว่าฝนจะไม่ได้เคยเจอ Jiff แต่เรื่องราวชีวิตของเธอก็ช่วยทำให้เป้าหมายชีวิตของตัวฝนชัดเจนขึ้น ฝนจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณเธอมากๆ

ก่อนที่ John จะลงจากรถทัวร์ก่อนฝนที่ท่ายาง เขาได้ยื่นนามบัตรให้ฝน บอกว่ากรณีที่ฝนต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการเรียนต่อหรือการทำงานด้าน International Health หรือ Public Health ก็ติดต่อเขาไปได้นะ เผื่อบางทีเขาอาจจะมีส่วนช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย

เราคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องต่างๆหลายเรื่อง คุยกันเรื่องหนังสือ สังคม การท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว มีหลายๆประสบการณ์ชีวิตของ John ที่เขาถ่ายถอดให้ฝนฟัง ทำให้ฝนต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าตัวเองทำหน้าที่ของตัวเองในสถานการณ์นั้นๆได้ดีพอหรือยัง

ฝนอาจจะได้เจอกับ John อีกครั้ง หรืออาจจะม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย แต่ใครจะไปรู้ บางครั้งเรื่องราวชีวิตที่ถ่ายทอดมาจากคนแปลกหน้าที่คุณบังเอิญเจอกันแค่ครั้งเดียวที่ไหนซักแห่ง อาจจะช่วยทำให้คุณได้คำตอบกับชีวิตของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ……….. You never know!!!

“Remember that things happen for a reason and if it was meant to be..It would’nt have ended…we should not cry cuz it’s gone… we should be happy that it happened. Many people touch our lives in different ways..some come for a while, others stay for a season and show us their magnificent essence for a purpose and then leave…and then theres the people that stay forever, which ultimately are the ones that count…so smile and cheer up.”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s