ประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้ในปี 2017

วันสุดท้ายของปี 2017 จ้า และก็เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าสิ่งที่ฝนได้เรียนรู้จากปีนี้ก็แตกต่างไปจากปีก่อนๆ

ฝนไม่ได้ใช้ชีวิตผาดโผนอะไรมากมาย สิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้จึงเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิต ที่แค่ฝนได้มีโอกาสได้เห็นพวกเขาให้ชัดเจนมากขึ้น ขอแบ่งเป็นหมวดหมู่และกันนะคะ 🙂

 

“Though we travel the world over to find the beautiful, we must carry it with us or we find it not.” -Ralph Waldo Emerson

 

1. การท่องเที่ยว

ปีนี้ฝนและอาร์ชี่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนมากมาย ค่อนข้างใช้เวลาอยู่บ้านเยอะกว่าปีก่อนๆ และจุดประสงค์ของการเที่ยวของเรา ส่วนใหญ่ก็มักจะเพื่อได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น

ทริปแรกของปีก็เราก็เป็นทริปสกีที่ญี่ปุ่น

ทริปที่สอง ก็ญี่ปุ่นเช่นกัน แต่รอบนี้ไปเพราะน้องชายของอาร์ชี่และครอบครัวอยากไปเที่ยวญี่ปุ่น เราเลยนัดไปเที่ยวด้วยกัน

ทริปที่สาม เป็นทริปพาหลานและลูกพี่ลูกน้องของฝนไปเที่ยวสิงคโปร์ คือฝนไม่ได้ชอบสิงคโปร์เลย และเคยไปมาแล้ว แต่อยากพาหลานไปเที่ยว Universal Studio ก็เลยต้องไปอีกรอบ และก็ได้ถือโอกาสกลับพังงาไปเยี่ยมครอบครัวของฝนด้วย

ทริปที่สี่ เป็นทริปครบรอบแต่งงาน ก็ไปเวียตนามเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

ทริปที่ห้า ไปภูเก็ตและพังงาอีกรอบ รอบนี้พาพ่อและแม่เลี้ยงของอาร์ชี่ไปฉลองคริสต์มาสกับน้องชายและน้องสะใภ้ของอาร์ชี่ที่ภูเก็ต

อาร์ชี่นางอยากเที่ยวปีละ 4 ทริป เราจึงตกลงกันว่า จะพยายามทำให้ 4 ทริปของเราเกี่ยวข้องกับครอบครัวของอาร์ชี่หรือครอบครัวของฝนให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ 🙂

2. การงาน

การงานในปี 2017 ก็เรื่อยๆ ขึ้นๆ ลงๆ ฮ่าๆๆๆ แต่เราก็แบ่งเวลางานชัดเจนมากขึ้น คือทำงานเวลาที่เป็นเวลางานจริงๆ หลังเลิกงานก็พยายามมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เราสนใจมากขึ้น แทนที่จะทำงานเยอะมากๆเหมือนเมื่อก่อน

3. การเรียน

ฮ่าๆๆๆๆ เรื่องนี้ต้องหัวเราะกลบเกลื่อนก่อน ฝนก็ยังคงอยู่ในระหว่างการทำ thesis ที่ดูเหมือนจะใช้เวลานานมากๆ เหอะๆ รู้สึกว่าตัวเองหมดไฟ คือปกติเป็นคนทำอะไรด้วยไฟ ถ้าแรงบันดาลใจหมดฝนก็จะไม่ค่อยทำในสิ่งนั้นๆ คาดหวังว่าในปี 2018 ไฟในการเรียนของจะกลับมา 😛

“The thoughts that occur to me while I’m running are like clouds in the sky. Clouds of all different sizes. They come and they go, while the sky remains the same sky always. The clouds are mere guests in the sky that pass away and vanish, leaving behind the sky.”
― Haruki Murakami, What I Talk About When I Talk About Running

 

4. สุขภาพ

ปกติฝนเป็นคนขี้เกียจออกกำลังกายมากๆ ถึงมากที่สุด ช่วงต้นๆปี ก็มีไปออกกำลังกายโดยการเต้นซูมบ้าบ้าง อาทิตย์ละ 1-3 วัน จนกระทั่งช่วงปลายๆปีที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ What I talk About When I Talk About Running ของ Murakami ระหว่างนั่งเครื่องไปภูเก็ตเพื่อไปรับหลานไปเที่ยวสิงคโปร์ คือปกติอ่านหนังสือของ Murakami อยู่แล้วแต่ไม่เคยอ่านที่เป็น non-fiction ของเขา และอาร์ชี่อ่านเล่มนี้แล้ว แล้วนางก็บอกว่าเป็นสไตล์การเขียนที่ฝนน่าจะชอบ ฝนเลยลองดู พออ่านแล้วก็รู้สึกอยากลองวิ่งขึ้นมา คือก่อนหน้านั้นก็เห็นใครๆก็วิ่งกันใน news feed ของ Facebook นี่เห็นเพื่อนไปวิ่งมาราธอนกันตลอดจนรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่คนคงทำตามกระแสกัน จึงไม่ได้อยากตามกระแสไปกับเขาด้วย แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้พร้อมกับบังเอิญที่ Grad School ของ CMU มีแคมเปญวิ่งครบ 100 กิโลรับเสื้อฟรี ด้วยความอยากได้ของฟรีของฝน ฝนก็เริ่มลองวิ่งจ้าาาาา พอได้ลองก็ติดใจ ฮ่าๆๆๆ ฝนไม่แน่ใจว่าทำไมผู้อื่นชอบการวิ่ง แต่สำหรับฝนนั้น ฝนชอบการได้อยู่กับความคิดของตัวเองขณะวิ่ง ได้อยู่กับสัมผัสต่างๆของร่างกายของตัวเองขณะวิ่ง รับรู้ถึงการสัมผัสพื้นของเท้าในแต่ละก้าววิ่ง รับรู้ถึงกลิ่นต่างๆรอบตัวขณะวิ่ง (ฝนชอบวิ่งตอนเช้า เลยมักจะได้กลิ่นข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆของเพื่อนบ้าน ^^) รับรู้ถึงหยดเหงื่อที่ไหลมาสัมผัสหน้าผาก รับรู้ถึงหยดเหงือที่ไหลลงช่องอก รับรู้ถึงการเกร็งของกล้ามเนื้อขา นอกจากนี้ฝนก็ชอบการได้ให้กำลังใจตัวเองเล็กๆน้อยๆที่ได้ทำในขณะที่วิ่ง “อีกหน่อยก็จะถึงแล้ว” , “you can do it” เป็นประโยคสั้นๆเล็กๆที่บอกตัวเองขณะที่วิ่งที่ฝนเชื่อว่า มันจะติดตัวฝนไปสู่ด้านอื่นๆของชีวิตได้ด้วย

 

“It’s important to understand your ownership pattern because it is an expression of the values that guide your life. The question of what you want to own is actually the question of how you want to live your life.” – Marie Kondo

 

5. สิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง

ช่องต้นปี ระหว่างที่กำลังรอขึ้นเครื่องกลับจากญี่ปุ่นฝนก็ได้ซื้อหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ซึ่งเขียนโดย  Marie Kondo มาอ่าน เล่มนี้ก็สามีแนะนำอีกเช่นเคย นางยังไม่เคยอ่านมาก่อน แต่เนื่องจากปกติฝนเป็นคนไม่เรียบร้อย ชอบวางของเกะกะในบ้าน นางเลยบอกว่า ลองอ่านดู เผื่อชอบ และฝนก็ชอบหนังสือเล่มนี้จริงๆด้วย เลยได้ซื้อเล่มที่สองที่นักเขียนคนนี้ชื่อ Spark Joy มาอ่านด้วย ไอเดียหลักๆก็คือ ให้แวดล้อมตัวเองด้วยสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบและทำให้เรามีความสุข ส่วนสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ หรือ บางสิ่งบางอย่างที่เคยทำให้เรามีความสุข แต่ตอนนี้เราไม่ได้ใช้หรือไม่ชอบแล้วก็ให้ขอบคุณพวกเขาแล้วก็ให้ปล่อยพวกเขาไป หลังจากที่ฝนได้นำเอาเทคนิคจากหนังสือนี้มาใช้กับบ้านของตัวเองก็ทำให้รู้สึกว่า บ้านน่าอยู่ขึ้นเยอะ อารมณ์ของตัวเองในขณะอยู่ที่บ้านก็สงบขึ้น ดังนั้นตอนนี้ตู้เสื้อผ้าของฝนจึงไม่ได้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ตัวเองไม่ค่อยได้ใช้ แต่จะมีแค่เสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชุดที่ฝนชอบใส่ และเป็นเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไม่ได้ทำให้ร่างกายของตัวเองอึดอัดหรือทำให้รู้สึกขัดกับความเป็นตัวของตัวเองของฝน ของใช้ในครัวก็มีแค่เท่าที่จำเป็น  สิ่งของในบ้านก็มีแค่สิ่งที่ทั้งฝนและอาร์ชี่ชอบ เห็นแล้วยิ้มได้ เห็นแล้วสบายใจ 🙂

 

“Anyone who stops learning is old, whether at twenty or eighty. Anyone who keeps learning stays young. The greatest thing in life is to keep your mind young.” – Henry Ford

 

6. การเรียนรู้

ฝนและอาร์ชี่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ การชอบเรียนรู้ค่ะ ฝนกับอาร์ชี่ตกลงกันแล้วว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร ไม่ได้ทำในทุกๆสิ่งที่เราอยากทำตลอดเวลา อาจจะมีบางเวลาที่ต้องทำสิ่งที่ขัดใจกับสิ่งเราชอบ แต่ว่าทุกอย่างนั้นโอเค เท่าที่เรารู้ตัวว่าเราเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆในทุกๆวัน ตอนนี้อาร์ชี่นางกำลังเรียนภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น รวมถึงเทคนิคการเขียนนิยาย ส่วนฝนก็เรียนภาษาญี่ปุ่นกับอาร์ชี่ขณะที่อยู่ในรถ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ฝนควรจะต้องรู้ในการทำงานของบริษัท เนื่องจาก Google ปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ เราก็ต้องเปลี่ยนตามนางไปเรื่อยๆเช่นกัน ฝนเชื่อว่าตราบใดที่เราเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามาในชีวิต เราจะสามารถผ่านมันไปได้เสมอ

 

“Experience is not what happens to you; it’s what you do with what happens to you.”- Aldous Huxley

 

7. ประสบการณ์ใหม่ๆ

ปีนี้ฝนได้มีประสบการณ์การท้องเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นมาก ^^ คิดชื่อลูกเรียบร้อย ได้มีโอกาสสัมผัสกับอาการแพ้ท้อง จึงทำให้เห็นใจแม่มากขึ้น การมีลูกออกมาซักคนนี่ไม่ง่ายเลยสินะ ได้มีโอกาสได้เสียสละการทำสิ่งที่ตัวเองชอบเพื่อสุขภาพของลูกในท้อง (หมอสั่งให้เลิกวิ่ง และเลิกดื่มกาแฟ) เริ่มระมัดระวังการกินของตัวเองมากขึ้น ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในช่วงสั้นๆ 🙂

เพราะหลังจากนั้นฝนก็ได้มีโอกาสมีประสบการณ์การแท้งเป็นครั้งแรก ก็ถือว่าเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งของชีวิต ได้ผ่านการเสียใจ จากนั้นก็ผ่านการปล่อยวาง สิ่งต่างๆเกิดขึ้นและผ่านไป ฝนและอาร์ชี่ไม่ได้เสียใจกับการแท้งของฝนนานมากเท่าไหร่ อาร์ชี่นางเตรียมใจตั้งแต่แรกแล้วว่าอาจจะแท้งได้ นางจึงไม่ได้ตกใจอะไรมาก ส่วนฝนนั้นก็ร้องไห้อยู่ช่วงวันแรกๆ แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ คนอื่นๆหลายๆคนเขาก็ต้องผ่านประสบการณ์นี้ไปเช่นกัน ผ่านวันแรกๆไปฝนก็ปล่อยวางค่ะ กลับมารักษาสุขภาพของตัวเองเพื่อลองใหม่ในปีหน้า 🙂 แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอิจฉาของตัวเองที่เกิดขึ้น เมื่อเห็นแม่คนอื่นๆเล่นกับลูก หรือเมื่อเห็นคนท้องโตๆระหว่างที่ฝนไปหาหมอที่โรงพยาบาล มันคือความรู้สึกอิจฉาหรือเปล่าฝนไม่แน่ใจ ความรู้สึกที่เห็นผู้อื่นมีในสิ่งที่ตัวเองสูญเสียไป อิจฉาหรือไม่อิจฉาก็แล้วแต่ แต่ฝนก็รู้สึกขอบคุณกับประสบการณ์ครั้งนี้ของตัวเอง 🙂

 

ในปี 2018 ฝนก็คาดหวังว่าตัวเองจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเรื่อยๆในทุกๆวัน อ่านหนังสือมากขึ้น วิ่งให้ได้บ่อยขึ้น เขียนมากขึ้น ยิ้มให้ตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น และตระหนักรู้ถึงตัวเองในปัจจุบันขณะให้ได้มากขึ้น (^______^)

 

Bye bye 2017 and welcome 2018

“Year’s end is neither an end nor a beginning but a going on, with all the wisdom that experience can instill in us.”- Hal Borland

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s